วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2556

YouTube Capture แอพอัพโหลดรูปขึ้น YouTube ง่ายสุดๆ

ปกติแล้วเป็นคนชอบถ่ายวีดีโอมากกว่าถ่ายรูป แต่ดันติดตรงที่ว่า iPhone ใช้พื้นที่ในการบันทึกไฟล์วีดีโอเยอะมาก (เนื่องจากเป็นไฟล์ 1080p) ผมเลยพยายามหาทางออกโดยการฝากไฟล์ไว้บน Server แล้วลบออกจาก iPhone โดย Server ที่จะฝากไฟล์ต้องสามารถเรียกดูได้ง่าย และจัดการความเป็นส่วนตัวได้ง่าย ทำให้ผมนึกถึง YouTube


YouTube Capture (FREE version 1.4) เป็นแอพฟรีที่ทาง Google สร้างมาเพื่อใช้อัพไฟล์ VDO จาก iPhone ไปไว้ที่ YouTube โดยเฉพาะ ความสามารถเด่นๆ เลย คือ... 
- สามารถอัพไฟล์ VDO ขนาดใหญ่ได้แม้ว่าจะอัพไม่ต่อเนื่อง (Resume Upload)
- อัพโหลดได้แม้ว่าเราจะไม่ได้เปิดแอพ (Background Upload)
- สามารถเลือกให้แอพอัพโหลดอัตโนมัติ ทันทีที่ iPhone ของเราต่อ Wi-Fi (Upload when connect to Wi-Fi only)
- เลือกคุณภาพของไฟล์ที่จะอัพโหลดได้ตั้งแต่ 360p, 720p, 1080p (ถ้าเนทดีๆหน่อย แนะนำ 1080pไปเลยสำหรับ iPhone 4S ขึ้นไป)

ลองมาดูวิธีใช้งานกันเลย

1. ก่อนอื่นต้องไปสมัคร Account ของทาง YouTube ก่อน เพื่อสามารถอัพโหลดไฟล์วีดีโอ และจัดการไฟล์ได้ ส่วนมากก็ใช้ Account ของ G-mail ไปเลยก็ได้

2. เปิดแอพมา หน้าตาจะเป็นตามรูป คือ เราสามารถอัดวีดีโอจากตัวแอพเลย หรือ จะเอามาจาก Camera Roll ที่เคยอัดไว้แล้วก็ได้ ตัวอย่างนี้เราจะเลือกจากที่เคยอัดไว้แล้ว ให้เลือกที่ปุ่มขวาล่าง รูปแฟ้ม

3. เมื่อเข้ามา จะมีรายชื่อคลิปที่อยู่ใน Camera Roll ทั้งหมด โดยคลิปที่มีข้อความว่า "อัพโหลดไปยัง YouTube" คือคลิปที่ยังไม่ได้โหลด ส่วนอันที่มีชื่อแล้ว คือคลิปที่อัพแล้ว และมีวันที่อัพโหลดกำกับอยู่ด้านล่าง สมมุติว่าจะอัพโหลดคลิปที่ 4 (คลิปผมไปเที่ยวกาญมากะเพื่อนๆ ฮ่าๆ)

4. หน้าตาภายในคลิป ก่อนที่จะอัพโหลด
- ตรงกลางจอ เป็น Preview คลิปที่เราเลือก
- "ป้อนชื่อ" เป็นการตั้งชื่อคลิปที่จะแสดงใน YouTube
- "สาธารณะ" ปรับให้เป็น สาธารณะ, ไม่แสดงรายการ(คนมีลิ้งค์เท่านั้นที่จะดูได้), ส่วนตัว 
- Google+, facebook, Twitter กดเพื่อแชร์ตามเว็ปที่เลือก
- รูปคฑาวิเศษ เพิ่ม Feature จากทาง YouTube เช่น การปรับแก้สี (ทำให้สีวีดีโอสดขึ้น), แก้ภาพสั่น, ตัด (เลือกตัดเอาบางช่วงของคลิป), ซาวด์แทร็กของ YouTube (เลือกเพลงประกอบ) ส่วนตัวแล้วผมไม่เลือกซักอันเลย เพราะรู้สึกว่าคลิปจาก iPhone มันสีสวยดีทุกอย่างอยู่แล้ว
เมื่อตั้งค่าทุกอย่างพร้อมแล้วก็กด "แบ่งปัน" ที่ด้านขวาบนเลยยยย
ที่เหลือก็รอจนว่าแอพจะอัพโหลดจนครบ 100%

5. เมื่ออัพโหลดเสร็จเราสามารถเข้ามาที่คลิปและตั้งค่าต่างๆ เพิ่มเติมได้ ทั้งรายละเอียดเพิ่มเติมของคลิป, copy link, Share, ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว, ติด Tag
เมื่อเราต้องการดูคลิปที่เราเคยอัพโหลดทั้งหมด ก็ให้ไปที่แอพ YouTube ที่หัวข้ออัพโหลด ก็จะมีประวัติการอัพโหลดของเราทั้งหมดในนั้น

6. ย้อนกลับไปที่หน้าแรก (ข้อ 2.) กดเลือกที่รูปฟันเฟืองด้านซ้ายล่าง จะเป็นการตั้งค่าแอพ ที่ "การตั้งค่าการอัพโหลด" เราจะสามารถเลือกคุณภาพไฟล์ที่เราจะอัพโหลดได้ (ยิ่งมาก ยิ่งดี ยิ่งอัพโหลดช้า ส่วนตัวแล้วผมอัพ 1080p ตลอด)
และควรจะตั้งให้แอพ อัพโหลดเมื่อเชื่อมต่อ Wi-Fi เท่านั้น ไม่งั้นเนท 3G หมดอย่างรวดเร็วแน่ๆ

ความเห็นส่วนตัว ถ้าเราต้องการถนอมพื้นที่ใช้งานบน iPhone ให้มีพื้นที่มาก จริงๆก็ทั้ง iPhone แล้วก็ HDD ที่จะใช้เก็บไฟล์ VDO พวกนี้ เพราะ YouTube ให้เราอัพ VDO ได้ไม่อั้นอยู่แล้ว ก็ควรใช้แอพนี้ในการย้ายไฟล์ VDO แต่ก็จะทำให้ชีวิตเราต้องผูกติดอยู่กับ YouTube และเนทตลอดเวลา ซึ่งยังไงซะ ผมก็มองว่าอีกหน่อยโลกเราก็จะมาในทางนี้อยู่แล้ว ทำไมเราไม่ใช้ให้มีประสิทธิภาพซะหล่ะ

ส่วนตัวแอพถือว่าทำออกมาได้ดีมากๆ เพราะครบเครื่อง และการอัพโหลดทำได้ราบรื่นมากๆ แม้ว่าไฟล์ VDO จะใหญ่ขนาดไหนก็ตาม

วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Wrap up: WWDC 2013 เปิดตัว iOS 7, OSX 10.9


งานนี้มีถ่ายทอดสดผ่าน Live Stream ของเวป Apple ด้วย แถมยังมีจากบน AppleTV แต่ไม่ได้เปิดดู งานนี้ดูผ่าน Live Blog สะดวกสุดละ
หลังจากดู Keynote ของงาน WWDC 2013 จบ ก็สรุปได้ว่า พระเอกของงานนี้คือ OSX 10.9: Maverick และ iOS 7 สรุปเร็วๆ คือ

OSX 10.9 Maverick
หลังจากเดากันไปต่างๆนานา ว่าเสือตัวที่ 10 ของ OSX จะมีชื่อว่าอะไร สุดท้าย ทายผิดหมด
OSX นี้เค้ายกตัวอย่าง feature เด่นๆ คือ
- Tags ที่ปกติคนใช้งาน OSX ก็น่าจะใช้กันอยู่บ่อยๆ ในเวอร์ชั่นนี้ พี่แกเลยเอามาเป็น feature ให้สามารถเลือกเอามาใช้ง่ายๆอยู่ด้านซ้ายซะเลย สะดวกมาก คนเคยใช้น่าจะชอบ
- Safari จะเร็วขึ้น ใช้งานง่ายขึ้น ตามมาด้วย feature iCloud Keychain คือสามารถ save password หรือข้อมูลที่เรากรอกบ่อยๆ ไว้บน iCloud เวลาเจอคราวหน้าจะได้ไม่ต้องมานั่งพิมพ์อีก สามารถส่งต่อกันทำให้ใช้ได้ทั้งบน OSX, iOS (จะบอกว่า Firefox, Chrome ใช้กันมานานละ)
- Multiple Displays ใช้งานหลายหน้าจอ สามารถมากสุดได้ 3 จอ ผ่าน Apple TV ด้วย ยังงงๆ อยู่้ว่าประโยชน์คืออะไร คงต้องลองใช้ก่อน

Macbook Air
อัพเกรด Macbook Air ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่หน้าตาภายนอกไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง อันนี้ขอผ่าน

Airport Extreme + Time Capsule

อัพเกรด Airport ให้เร็วกว่าเดิม 3X สเปคเชิงเทคนิคยังไม่เป็นมีมา แต่ดูคร่าวๆ น่าจะเป็น 3stream ช่องสัญญาณ หน้าตาใหม่แอบงงเล็กน้อย เป็นทรงกระบอกสูงมาเชียว อันนี้แอบอยากได้เล็กน้อย

Mac Pro
หลังจากไม่มีการเปลี่ยนโฉมมาเป็นเวลากว่า 2 ปี (แต่อัพเกรดภายในอยู่ตลอดนะ) สุดท้ายออกดีไซน์ใหม่ มาเป็นทรงกระบอกเลย แหวกแนวสุดๆ ขอเดาเลยว่าต้องมีค่ายคอมพิวเตอร์เกาหลีทำตามแน่นอน มั่นใจ ที่สำคัญคือ ขนาด 1/8 ของของเดิม
เรื่องสเปคนี้ไม่ต้องพูดกัน เพราะแรงเกินพิกัดแน่นอน
12-core Intel Xeon, ความเร็ว PCIe 40GB/sec
RAM มีให้ใส่ 4 แถว ความเร็ว 60GB/sec
การ์ดจอ AMD FirePro 2 ตัว VRAM 6GB สุดๆอ่ะ สำหรับการเรนเดอร์ไฟล์ความละเอียดขนาด 4K (มากกว่า FULL HD 1080p)
HDD Solid State ไม่ได้ระบุขนาด

iWork for iCloud
อันนี้น่าสนใจมากอยู่เหมือนกัน แต่กลับนำเสนอน้อยมาก (หรือว่ายังไม่เรียบร้อยดี)
มันคือ Web Application มีสามารถเปิดทำงาน iWork ได้เหมือนบน Mac เลย อธิบายง่ายๆ คือ เราสามารถเปิด IE, Chrome, Firefox เข้าเวป iWork แล้วเปิดทำงานได้เลย (ใครไม่รู้จัก iWork ให้นึกว่ามันคือ Microsoft Office) การที่ทำแบบนี้ได้ หมายความว่า Apple ตั้งใจจะขายบริการ iWork ผ่าน Cloud แบบลงทะเบียนรายปี เหมือน Microsoft Office 365 ใช้ป่าวเนี่ย น่าคิดๆ


iOS 7
ไฮไลท์ของงานเลยทีเดียว ผมเองดูแล้วประทับใจมากอยู่เหมือนกัน UI รวมๆ ที่ชอบคือ โทนสีที่ดูเบา สบาย, การทำโปร่งใสของแต่ละ Panel ทำให้การใช้งานดูต่อเนื่อง
สุดท้ายอันนี้เด็ดสุด Wallpaper แบบ 3D มีสามารถเอียงจอตามแกนไอโฟนได้ (ต้องดู VDO ถึงจะนึกออก)

ลองมาดู feature เด่นๆ ที่เค้านำมาเสนอ
อย่างแรกที่เห็นได้ชัดเจนเลย คือ พี่ Ive แกเปลี่ยนไอคอนหน้าจอใหม่หมด กลายเป็นแบบ Simple ไปหมด ส่วนตัวติดอย่างเดียวเลยคือ font ตัวบางและเล็กเกินไปแถมกลืนกับ Background มาก คนสายตาไม่ดีน่าจะดูยาก ที่เหลือแจ่มหมด
ลองกดไปดู iOS 7 in Action ได้ที่นี่เลย
Control Center เลื่อนขึ้นมาจากด้านล่าง สำหรับควบคุวคำสั่งตั้งค่า Hardware ที่ใช้บ่อยๆ บางส่วน แอบบอกว่าเหมือน Android เลยอ่ะ
Notification Center แบ่งหมวดหมู่ดูง่ายขึ้นเยอะเลย
Multitasking งานนี้พี่แกโม้ว่า เป็น True Multitasking อยากรู้เหมือนกันว่าเป็นยังไง แต่ดูจาก UI แล้ว ใช้ง่ายดี เลือกแอพ อันไหนจะปิดก็สไลด์ขึ้น

iTunes Radio อันนี้ยังงงๆว่าใช้งานยังไง แต่ดูๆแล้วว่าจะเป็นวิทยุมั้ง
Photos ในที่สุดก็แยกหมวดหมู่รูปภาพเป็นช่วงวันให้ซะที และแยกเป็นสถานที่ หรือปรับเป็น Collection ก็ได้ ดูเป็นระเบียบขึ้นเยอะ แหมมม กว่าจะทำ ***แอบมีเพิ่มเติมเล็กน้อยว่า Photo Stream จะสามารถอัพไฟล์ VDO ได้แล้ว
AirDrop มีมาตามข่าวลือเลย ใช้ส่งไฟล์ระหว่างเครื่องแบบง่ายๆ อันนี้มีมานานแล้วใน OSX เค้าเอามาเพิ่มใน iOS น่าจะสะดวกดี

Camera ดู UI เปลี่ยนไป รู้สึกรกขึ้นนิดหน่อยนะ มีพิเศษตรงที่มี Filter มาให้ด้วยเลย
Safari อันนี้ชอบมา เพราะส่วนตัวดูเว็ปบน iPhone ค่อนข้างบ่อย ชอบหลายอย่างมาก มี full screen แนวตั้งแล้ว(ในที่สุด), มี Tabs ได้มีจำกัด(ในที่สุด), UI ตอนเลือก Tabs เป็นแบบ Cards ชอบมาก
Siri เปลี่ยนหน้าจอ UI, มีเสียงผู้ชาย (เพื่อ?)


Mail ไม่ค่อยเห็นความต่าง แค่เปลี่ยน Theme เป็นแบบใหม่
Weather ปรับ UI ใหม่หมด ดูมีข้อมูลเยอะขึ้น แต่ยังเป็นระเบียบอยู่
Messages ไม่ค่อยเห็นความต่าง แค่เปลี่ยน Theme เป็นแบบใหม่ แต่แอบชอบที่ keyboard โปร่งใส

ลองไปดูคลิปกันเลยดีกว่า


สรุปแล้ว Apple ก็ยังคงทำออกมาได้ตรงตามมาตราฐานของตัวเอง ไม่น่าผิดหวัง งวดนี้เอาไป 8/10 ลบไป 1 คะแนน ข้อหา UI หวานแหววไปหน่อย ออกแนวเกย์, ไม่ชอบบางไอคอน เช่น Photos, Game Center

วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Road Trip แอพสามัญประจำรถ

คนมีรถส่วนมากคงอยากรู้ข้อมูลของรถเราว่า... กินน้ำมันเท่าไหร่, เดือนนึงจ่ายค่าน้ำมันไปเท่าไหร่, เสียค่าซ่อมไปเท่าไหร่ บลา บลา บลา แอพนี้จะช่วยเก็บข้อมูล และวิเคราะห์ออกมาได้ครับ
Road Trip มีทั้งเวอร์ชั่นฟรี และ เสียตังค์ ($4.99) ต่างกันตรงที่แบบเสียตังค์จะสามารถแจ้งเตือนกำหนดเวลาเข้าอู่และมีรายละเอียดบางอย่างมากกว่า ใน How to ... นี้ จะใช้ตัวเวอร์ชั่นเต็ม ชอบแบบไหนก็ลองดูได้ครับ

หลังจากลงโปรแกรมเสร็จ เริ่มมาก็ให้ใส่ประวัติรถคร่าวๆ ก่อนครับ
ใส่ข้อมูลลงไปตามนั้นเลยครับ
Vehicle Name: ใส่ชื่อรถ หรือ อะไรก็ได้ที่บอกตัวตนรถ สามารถใส่รูปรถประกอบได้ที่ด้านซ้ายครับ
Odometer: ตั้งค่าหน่วยต่างๆ ให้ตั้งเป็น km/L นะครับ อันนี้สังเกตดีๆ เพราะค่าเริ่มต้นมันเป็น L/100km
Fuel Units: ตั้งค่าหน่วยน้ำมัน ให้ตั้งเป็น Lites
Home Currency: ตั้งค่าหน่วยเงิน ให้ตั้งเป็น THB (บาทไทย)
Note: ใช้สำหรับบันทึกข้อมูลเพิ่มเติมต่างๆ ครับ เช่น ใบขับขี่, หมายเลขประกัน, เบอร์โทรศูนย์ บลาบลา

ต่อมาจะเป็นหน้าหลักของโปรแกรม คือ กรอกข้อมูลการเติมน้ำมัน ก็กรอกตามที่เราเติมน่ะแหละครับ โดยกดไปที่ เครื่องหมาย + ด้านขวาบนตามรูป

พอกดเข้ามาจะเป็นแบบนี้
โดยปกติ ผมจะกรอกแค่กล่องบนสุด เพราะเป็นข้อมูลจำเป็น
date: เวลาที่เติม ปกติแอพจะใส่วัน/เวลาปัจจุบันให้อัตโนมัติ
odometer: ให้ใส่เลขกิโลเมตรบนหน้าจอรถ ถ้าเพิ่งเคยใส่ครั้งแรก จะขึ้นเครื่องหมายตกใจก็ปล่อยมันไป ถ้าใส่ครั้งต่อไป มันจะลบกับครั้งที่แล้ว ออกมาเป็นเลขระยะทางที่วิ่งไป
litres: จำนวนลิตรที่เติม สามารถดูจากเครื่องเติมที่ปั้ม แต่ปกติผมจะข้ามไปใส่ข้ออื่นเลย เพราะเดี๋ยวมันจะคำนวนให้เอง ปุ่มข้างหลังถ้าเติมเต็มถังให้กดเป็น Filled Tank แอพจะคำนวนออกมาเป็นตัวเลข km/L ให้ที่ด้านบน, ถ้าเติมไม่เต็มถังให้กดเป็น Not Filled แอพจะไม่คำนวน Km/L ให้ จนกว่าเราจะเติมเต็มถัง
฿/Litre: ราคาบาทต่อลิตร ดูได้จากหน้าปั้มหรือบนเครื่องเติม ส่วนมากไม่เปลี่ยนถ้าน้ำมันไม่ขึ้นราคา
Total ฿: จำนวนเงินที่เติม ปกติจะข้ามมาใส่ที่ช่องนี้เลยว่าเติมไปทั้งหมดกี่บาท

location: ตั้งชื่อสถานที่มาเติม
map: แอพจะแสดงพิกัดเป็น GPS สามารถดูได้ว่าเราเติมจากที่ไหน (ลบได้)
อื่นๆ: ที่เหลือลองศึกษาเองนะครับ ไม่ยาก ตรงตัว

จบแล้วครับขั้นตอนการจดบันทึก ก็ให้บันทึกทุกครั้งที่เติมน้ำมันไปเรื่อย แอพจะวิเคราะห์ค่าต่างๆ ออกมาให้ครับ เรามาดูกัน อันนี้ตัวอย่างรถผมเอง ฮ่าๆ
ตัวโปรแกรมจะมี Tabs ด้านล่างทั้งหมด 5 Tabs ครับ เราจะเริ่มอธิบายไล่ไปทีละอันนะครับ

1. Statistics บอกค่าสถิติมันทุกอย่างเลย ลองอ่านแล้วจะเข้าใจไม่ยาก ตรงกราฟถ้าเราเอานิ้วไปกดค้างไว้ มันจะบอกว่าแต่ละเส้นบอกอะไรเรา อย่างในรูป 
- เส้นสีเหลืองบอกว่าผมจ่ายค่าน้ำมันไปกี่ ฿/L ในแต่ละครั้ง (ที่เห็นช่วงหลังตกลงมาถูกหน่อยเพราะผมเปลี่ยนไปใช้ E20 น่ะครับ ฮ่าๆ) 
- เส้นสีขาวขึ้นๆ ลงๆ เป็นค่าเฉลี่ยใช้น้ำมันไปกี่ km/L ในแต่ละช่วง จากกราฟ เคยสูงสุด 15.2 km/L ถ้าเจอรถติดมากๆ หน่อยสูงสุดก็ 9.5 km/L
- เส้นสีฟ้าคือ km ที่รถวิ่งโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 54.7 km/Day จริงๆไม่ถึงหรอก น่าจะ 20-25 km แต่นี่มันรวมไป ตจว.ด้วย
Time Range: All สามารถเลือกให้สรุปออกมาเป็นช่วงเวลาได้ ตอนนี้เลือก All คือ ตั้งแต่เริ่มบันทึกเลย
เลขด้านล่างคือเลข km/L ตาม Time Range ได้ 11.96 km/L ถือว่าไม่มากไม่น้อย เพราะส่วนมากขับในเมือง
ถัดลงมา เป็นค่าเกี่ยวกับน้ำมัน: เติมน้ำมันไปทั้งหมด 38,160.61 บาท, เฉลี่ย 119.63 บาท/วัน, 2.98บาท/km, เฉลี่ยค่าน้ำมัน 35.619 ฿/L, 418 km/ถัง ละเอียดโคตร
ช่องล่างๆ เป็นค่านู่นนี่นั่น เช่น ผลิต CO2 ไปเท่าไหร่, น้ำมันตกเดือนละกี่บาท, ค่าบำรุงรักษาเฉลี่ยเดือนละกี่บาท

ถ้าเอียง iPhone ที่หน้าจอนี้ก็จะแสดงกราฟ

2. Fuel เป็นบันทึกรายการการเติมน้ำมันของเรา จะมีบอกว่า เติมวันที่เท่าไหร่, กี่บาท, เฉลี่ยออกมากี่ km/L โดยเราสามารถกดเข้าไปดูรายละเอียดด้านในได้

3. Expense เป็นการจดค่าดูแลรักษา เช่น ค่าล้างรถ, ค่าซ่อม, ค่าเช็คระยะ, ค่าอะไหล่, ค่าประกัน บลาบลา ให้มาจดตรงนี้ พอดีผมเป็นคนล้างรถเอง เลยไม่ค่อยมี
ถ้าเป็นการเช็คระยะ แอพสามารถตั้งค่าให้แจ้งเตือนได้ ตาม km หรือตาม ระยะเวลา เจ๋็งมาก

4. Road Trip ใช้จดระยะทางเป็นรอบๆ ไป ส่วนมากผมใช้จดตอนต้องขับรถตัวเองไปทำงาน เพื่อใช้เบิกค่าน้ำมัน

วิธีใช้คือ ใส่เลขกิโลเมตรเริ่มต้นและเมื่อหมดทริป ให้ใส่เลขสิ้นสุด แอพจะคำนวนออกมาว่าใช้น้ำมันไปกี่กิโลเมตร
ข้อดี คือ ถ้าเป็นทริปที่ไปมาแล้ว แอพมันจะประเมินระยะทางให้เองด้วย

5. Info อันนี้ไม่มีอะไรมาก เหมือนเป็น Setting ของโปรแกรม
จุดเด่นอีกข้อคือ สามารถ Back up ข้อมูลแล้วส่งทาง email หรือ sync กับ dropbox ก็ได้

สำหรับแอพ Road Trip อันนี้ เป็นแอพสำหรับดูแลรถที่ทำออกมาได้เรียกว่าครบถ้วน ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ลองใช้กันดูครับสำหรับคนที่ขับรถ จะได้ช่วยประมาณค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น ใครใช้แล้วติดอะไร มีข้อแนะนำเพิ่มเติมก็มาคุยกันได้นะครับ

วันเสาร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Dropbox สุดยอดโปรแกรมฝากไฟล์บน iOS

วันนี้ขอเสนอแอพ Dropbox เป็นแอพที่มาจากเวปฝากไฟล์บนอินเตอร์เนท ซึ่งวิธีการฝากไฟล์แสนง่ายและสะดวกมาก มีทั้งบน เว็บ, PC, MAC, iOS, Android (ในบทความนี้จะขอพูดถึงการเอารูปขึ้น Dropbox ผ่าน Camera Uploads เท่านั้น)
ที่จะมาเสนอคือการใช้ Dropbox ในการฝากรูปที่ถ่ายจากบน iPhone บางคนอาจจะงงว่าเพื่ออะไร?

เนื่องจาก iPhone ของเรามีความจุระดับนึง ถ้าถ่ายรูป,อัดวีดีโอเยอะมากๆ ก็จะทำให้เครื่องเราเต็มได้ ดังนั้นทางออกคือ ย้ายมันไปฝากไว้บน Dropbox ซะ (เหมือนอัพรูปขึ้น Facebook น่ะแหละ) พอรูปมันไปฝากไว้ใน Dropbox แล้ว เราก็สามารถลบรูปบน iPhone ของเราได้ ทำให้ได้พื้นที่เพิ่มขึ้น

เข้าเรื่องเลย ก่อนอื่น ทำการลงแอพ Dropbox ก่อน หาได้จาก App Store เลย

หลังจากลงเสร็จแล้ว ก็ต้องไปลงทะเบียนขอ account สำหรับฝากไฟล์กันก่อน เริ่มต้นมาเราจะมี 2 GB (สมัครผ่าน  link นี้ จะได้ 2.5 GB ครับ)

ต่อมา ตั้งค่าก่อนใช้งาน โดยเมื่อเปิดแอพมาจะมีทั้งหมด 4 Tabs
Dropbox: ช่องซ้ายสุด จะแสดงแฟ้ม,ไฟล์ต่างๆ ที่ถูกเก็บไว้ใน Dropbox

Photos: ถ้าเปิดใช้งาน Camera Uploads จะมี Tabs นี้ แสดงรูปต่างๆ ที่ถูกเก็บไว้บน Dropbox

Favorites: ไฟล์ไหนก็ตามที่เราตั้งให้เป็น Favorites จะถูกโหลดจาก Dropbox มาเก็บไว้ในเครื่องเพื่อง่ายต่อการเปิด ในกรณีที่ไม่มีเนท

Settings: ตั้งค่าต่างๆ ในแอพ ในกรณีเราต้องการให้เปิดคำสั่ง Camera Uploads ก็ให้ไปที่เมนูนี้แล้วเลือกเป็น ON ซะ, ปิดคำสั่ง Use Cellular Data ซะ เพื่อให้มันเอารูปขึ้นเฉพาะตอนใช้ Wi-Fi ประหยัดเนทมือถือ, เลือก Background Uploading เพื่อให้รูปถูกอัพขึ้น ถึงแม้ว่าเราจะปิดแอพไปแล้ว



ใช้งานจริง: หลังจากตั้งค่าใน Settings แล้ว เครื่องเราก็พร้อมละ
เมื่อเราต้องการให้แอพทำการอัพรูปในเครื่องขึ้น Dropbox แค่ให้เปิดแอพขึ้นมา แล้วไปที่ Tabs: Photos เราจะเห็นตัวเลขขึ้นมา แสดงถึงรูปที่ยังอยู่ในเครื่องที่ยังไม่ได้เอาขึ้น Dropbox ที่เราต้องทำก็คือรอให้แอพเอารูปพวกนั้นขึ้นไปจนกว่าเลขจะเป็น 0 เท่านั้นเอง ความเร็วในการอัพ ขึ้นอยู่กับเนท Wi-Fi ของเรา


เมื่อเราเอาขึ้นหมดแล้ว ก็สามารถกลับไปลบรูปใน Camera Roll ของตัว iPhone ได้เลย (เพราะเรามีสำรองใน Dropbox แล้วนั่นเอง)

สุดท้ายถ้าเราอยากได้รูปทั้งหมดที่อัพขึ้นไป ก็สามารถไปโหลดได้ที่เวปของ Dropbox: www.dropbox.com หรือถ้าอยากสะดวก ก็จัดการลงโปรแกรม Dropbox บนคอมพ์เราซะ มันจะสร้างแฟ้มชื่อ Dropbox และโหลดไฟล์ทั้งหมดมาที่แฟ้ม สะดวกมาก

ส่วนตัวแล้ว Dropbox เป็นบริการฝากไฟล์ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยลองใช้มา จนปัจจุบันเจ้าตัวใช้มานานมากจนมีพื้นที่ใน Dropbox 20 GB เข้าไปละ ลองใช้กันดูนะ แล้วจะติดใจ

Update: ถ้าลงแล้วติดใจ อยากได้พื้นที่เพิ่ม ตามมาที่ลิ้งค์นี้ได้เลยครับ

วิธีใช้ Apple Maps (iOS 6) ในการนำทาง

เนื่องจากแม่ของกระผมจะเดินทางไปฝรั่งเศส ช่วงนี้เลยกะว่าจะทำสอนขั้นตอนการใช้แอพต่างๆ ใน iPhone ให้แม่ใช้เปิดดูตอนไม่ได้อยู่สอน เริ่มที่โปรแกรมแรกเลย Apple Maps (กลัวแม่หลงทาง)

วิธีการใช้ Apple Maps ใน iOS 6 บน iPhone ในการนำทางแบบคร่าวๆง่ายๆ นะครับ
1. เริ่มจากเข้าโปรแกรมแผนที่บน iPhone ก่อน

2. ในกรณีที่ Bookmark ไว้ ให้ไปที่ปุ่ม Bookmark (ถ้ายังไม่เคยทำ มีสอนตอนหลัง)

3. เลือกสถานที่ที่จะไป

4. แอพจะโหลดหาสถานที่ที่เราเลือก แล้วจะแสดงตำแหน่งบนแผนที่ ให้กดปุ่มรูปรถด้านหน้า่

5. แอพจะคำนวนหาเส้นทางให้ ในกรณีที่มีหลายเส้นทางให้เลือก ให้เลือกเส้นทางที่ต้องการ แล้วกดปุ่มเริ่ม

6. แอพจะทำการเริ่มต้นการนำทาง

7. ในกรณีที่ต้องการดูภาพรวมอีกครั้ง ให้กด "เส้นทางทั้งเส้น" แอพจะขยายออกมาให้เห็นทั้งเส้นทาง

8. ถ้าต้องการยกเลิกการนำทาง ให้กด "ปลายทาง" // ถ้าให้กลับไปนำทางต่อ กด "กลับไปทำต่อ"

9. เพิ่มเติม: ถ้าเราอยากเดินไป ก็สามารถให้แอพแสดงทางออกมาได้ โดยในขั้นตอนที่ 4 ให้เลือกที่ลูกศรสีฟ้า และเลือก "เส้นทางมายังที่นี่"

10. แอพจะมีให้เลือก 3 แบบ คือ เดินทางโดยรถ, เดินเท้า, ขึ้นรถโดยสาร จะเดินทางแบบไหนก็กดไปตามนั้น

 11. ถ้าเราเลือก เดินทางโดยรถโดยสาร แอพจะแนะนำให้เราใช้แอพอื่นที่แม่นยำกว่า (แนะนำ Google Maps) ถ้าเราติดตั้งบนเครื่องแล้ว จะสามารถกดปุ่ม "เส้นทาง" iPhone จะเปิดแอพนั้นขึ้นมา และนำทางต่อให้ทันที


สุดท้าย:
วิธีเพิ่ม Bookmark ในแอพ ทำได้โดยใช้นิ้วกดตำแหน่งที่จะเพิ่มหมุดค้างไว้ จะมีหมุดสีม่วงลงมาปักบนแผนที่ตามรูป

กดปุ่มลูกศรสีฟ้าจะมาที่หน้ารายละเอียดของสถานที่นั้นๆ
- ถ้าต้องการให้นำทางเลย ก็กด "เส้นทางมายังที่นี่"
- ถ้าต้องการให้เอาหมุดนี้ออก กด "ปลดหมุด"
- ถ้าต้องการเพิ่มไปที่ "Bookmark" ให้เลือก "เพิ่มไำปที่ ที่คั่นหน้าเว็บ" หมุดอันนี้จะไปอยู่ที่ Bookmark ในโปรแกรม

ทั้งหมดนี้เป็นขั้นตอนการใช้ Apple Maps ที่มาพร้อมกับ iOS 6 อย่างคร่าวๆ เร็วๆ นะครับ
โปรแกรมสามารถประยุกต์ใช้ร่วมกับโปรแกรมอื่นได้อีกมากมายเลย ไว้มีโอกาส คราวหน้าจะมาสอนอีกครับ