วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2556

"เปลี่ยน iPhone ใหม่ทุกรุ่น เปลืองจังเลย" (จริงเหรอ?)

เนื่องจาก iPhone 5s วางขายในไทยแล้ว หลายคนคงลังเลอยู่ว่าจะเปลี่ยนไม่เปลี่ยนดี
ส่วนตัวแล้ว ผมจะซื้อเครื่องใหม่และขายเครื่องเดิมทันที ทำแบบนี้ทุกครั้ง และทุกครั้งจะต้องมีคนพูดทำนองว่า "โห เปลี่ยนเครื่องใหม่(อีกแล้ว) ดี(รวย(ประชด))จัง", "เครื่องเก่ายังใหม่อยู่เลย เปลี่ยนทุกรุ่นเลยนะ", "สาวกตัวจริงเลยนะเนี่ย"

ในใจรู้สึกไม่ค่อยดีกับประโยคทำนองนี้ แต่จะบอกเลยว่าผมคิดมาดีแล้วครับว่าวิธีนี้ดีสำหรับผม ครั้งนี้เลยถือโอกาสเอามาเล่าให้ฟังเลยละกัน ว่าผมมีวิธีคิดยังไง กับหัวข้อ.อ.. อ..

"เปลี่ยน iPhone ใหม่ทุกรุ่น เปลืองจังเลย" (จริงเหรอ?)


ผมขอทำเป็นกรณีๆ เพื่อเทียบว่า กรณีไหนมีค่าใช้จ่ายประมาณไหน โดยตัวบ่งชี้ค่าใช้จ่ายคิดเป็น "ค่ามือถือ/ระยะเวลาที่ใช้งาน"

* ข้อมูลราคาตลาดเช็คช่วงเดือน ตุลาคม 2556 การจะให้คุ้มค่าเวลาขายต่อมากที่สุดต้องซื้อ-ขายตอนรุ่นใหม่เพิ่งออกนะครับ
** ราคา iPhone ตอนเปิดตัวทุกรอบปีที่รุ่นเดียวกัน จะราคาเท่ากัน (iPhone 4, iPhone 4s, iPhone 5, iPhone 5s รุ่น 16GB ในรอบปีของมันจะราคาเท่ากันโดยประมาณ)
*** คิดที่รุ่นยอดนิยม iPhone 4, 4s, 5, 5s 16GB ราคาอยู่ที่ 24,000฿ (ราคาประมาณ) ณ เวลาเปิดตัว และไม่เอาเงินต้น 24,000฿ ตอนซื้อเครื่องครั้งแรกมาคิดรวมในอัตรา ฿/เดือน เพราะทุกกรณีมีค่านี้คงที่อยู่แล้วนะครับ

A. กรณีเปลี่ยนเครื่องทันทีที่เครื่องใหม่ออก (iPhone 5 - 1ปี - iPhone 5s)

ลองมาดูกรณีสุดคลาสสิคกันก่อนเลย ผมจะคิดที่รุ่นยอดนิยม iPhone 5 16GB ถ้าขายทันทีไม่เกิน 1-2 สัปดาห์แรกที่ 5s ออก ราคารับซื้อตามท้องตลาดจะอยู่ที่ 14,000฿ คิดตามกรณีผม ซื้อทันทีที่ออก แต่ต้องเพิ่มเงินอีก 10,000฿ เพื่อเอาไปซื้อ iPhone 5s 16GB ที่ราคาเดิม 24,000฿ จะได้สูตรนี้
(24,000 - 14,000) / 12 = 833.33 ฿/เดือน หรือ 
10,000/1 = 10,000 ฿/ปี

B. กรณีใช้ iPhone 4s 2ปี (iPhone 4s - 2ปี - iPhone 5s)

กรณีนี้ก็ยอดนิยม เพราะเป็นช่วงเวลาที่หลายคนคิดว่าไม่นานเกินไป Phone 4s ตอนซื้อมาก็ราคา 24,000฿ แต่ผ่านไป 2ปี ราคาลงมาเหลือ 8,000฿ แต่ต้องเพิ่มเงินอีก 16,000฿ เพื่อเอาไปซื้อ iPhone 5s 16GB ที่ราคาเดิม 24,000฿
(24,000 - 8,000) / 24 = 666.67 ฿/เดือน หรือ 
16,000/2 = 8,000 ฿/ปี

C. กรณีใช้ iPhone 4 3ปี (iPhone 4 - 3ปี - iPhone 5s)

เมื่อปีที่แล้วมีคนแถวนี้ทำอะไรประมาณนี้ (3GS - 5) ไปขายได้ 3,000฿ ต้องเพิ่มเงินอีก 21,000฿ เพื่อเอาไปซื้อ iPhone 5s 16GB ที่ราคา 24,000฿ เลยได้ตามสูตร
(24,000 - 3,000) / 36 = 583.33 ฿/เดือน หรือ 
21,000/3 = 7,000 ฿/ปี

D. กรณีใช้ iPhone 4s 2ปี แล้วยกให้คนอื่น (iPhone 4s - 2ปี - iPhone 5s)

กรณีนี้พบเห็นได้บ่อยๆ ในวัยรุ่น เช่น ยกให้พี่น้อง ให้พ่อแม่ ให้แฟน บางคนอาจให้ฟรี บางคนอาจได้เงินกลับมาหน่อย กรณีนี้ขอคิดว่าไม่ได้แล้วกัน (ถ้าได้เงินก็ลองไปคิดเทียบกรณี 2 แล้วกันนะ)
(24,000 - 0) + 24,000 / 24 = 1,000 ฿/เดือน หรือ 24,000/2 = 12,000 ฿/ปี

ผมเลยลองมาสรุปเป็นข้อๆ ตามนี้

ความคุ้มค่า = กรณี B

จะประหยัดกว่า กรณี A (2,000 ฿/ปี) ซึ่งกรณีนี้มีประเด็นนิดนึงที่ เครื่องจะไม่ล่าสุดตลอด หลายคนอาจไม่แคร์ แต่ประเด็นอยู่ที่ประกัน ที่ iPhone มีแค่ปีเดียว ถ้าคุณมีกรณีเครื่องเสียในช่วงปีที่ 2 และเสียค่าซ่อมเกิน 2,000 ฿/ปี (4,000 ฿ เป็นเวลา 2 ปี) แปลว่าคุณ "ขาดทุน" เพราะกรณี A จะถูกกว่าทันที แถมยังต้องจ่ายเท่ากรณี A ที่ได้เครื่องใหม่ตลอดด้วยนะ เออ
กรณีนี้เหมาะสำหรับคนต้องการความคุ้มค่าในการจ่ายเงิน ใช้งาน iPhone รักษาของดี และไม่ซีเรียสเรื่องเทคโนโลยีมากนัก (เก๋ๆเบาๆ)

ความประหยัด = กรณี C

แน่นอนว่ากรณีนี้ประหยัดสุด เพราะจ่าย 7,000 ฿/ปี แต่ถ้าตลอดอายุการใช้งานซ่อมเกิน 1,000 ฿/ปี จะแพงกว่ากรณี B
ถ้าโชคร้ายซ่อมเกิน 3,000 ฿/ปี จะแพงกว่ากรณี A ทันที แถมยังต้องใช้เครื่องเดิมอีก T^T (เครื่องบิ่น, เป็นรอย, จอพัง, เครื่องอืด, แบตเสื่อม)
กรณีนี้เหมาะสำหรับ คนไม่ซีเรียสเรื่องเทคโนโลยีทันสมัย ใช้งานถนอมเครื่องมากๆ และประหยัด

ความเป็นคนดี = กรณี D

กรณีนี้เหมาะสำหรับลูก/แฟน/พี่ ที่แสนดี เนื่องจากได้ส่งต่อสิ่งดีๆ ให้ญาติๆ และไม่ต้องไปวุ่นวายหาที่ขายเครื่องต่อให้วุ่นวาย แถมยังได้เป็นที่รักของคนที่ได้รับอีกตะหาก แต่จ่ายแพงสุดเลย 12,000 ฿/ปี และจะเป็น 24,000 ฿/ปี ถ้าปีเดียวเปลี่ยน (เฮือก)

ความทันสมัยที่เหมาะสม (ในความคิดผม) = กรณี A

กรณีนี้แพงสุดแน่นอน แต่ที่ผมบอกว่าคุ้มเพราะอะไร ลองมาดูกัน
- ได้ใช้เครื่องใหม่ล่าสุดตลอดเวลา
- ได้ใช้ Feature ใหม่ๆ ทันทีที่ออก
- ประกัน 1 ปี ปีชนปี ตลอดการใช้งาน ไม่ต้องกลัวเครื่องพัง
- ไม่ต้องห่วงเรื่องแบตเสื่อม เพราะใช้แค่ปีเดียวอยู่แล้ว
ถ้าต้องเลือกกรณี B ใช้ 2 ปี ส่วนต่าง 2,000 ฿/ปี (4,000 ฿/2ปี) ผมว่าด้วยการใช้งานแบบผม แบตเสื่อมแน่นอน แถมขาดประกันและไม่ได้ใช้รุ่นใหม่อีก แค่เพิ่มอีก 2,000 ฿ ปีผมยอมจ่ายครับ
ส่วนกรณี C ตัดออกเลย เพราะนานเกินไปสำหรับผม



สรุปนะครับ

สำหรับผม ถ้าต้องจ่ายต่างกันนิดเดียว เพื่อความสบายใจและได้เครื่องใหม่อยู่ตลอด ผมยอมเปลี่ยนทุกปีดีกว่าเยอะ ไม่ต้องกลัวหมดประกันแล้วเอาไปซ่อมไม่คุ้มเลย และผมเชื่อว่า หลายคนที่ใช้ iPhone เคยเอาไปซ่อมเกินราคาคุ้ม

ยังไงลองอ่านแล้วตัดสินใจดูนะครับ ^^

**** ล่าสุด 27/11/2556 เพื่อนผมขาย iPhone 5  32GB ไปในราคา 17,000฿ เพื่อเอาไปซื้อ iPhone 5s 32GB ในราคา 27,500฿ เรียบร้อยแล้ว 2 คน

วันเสาร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2556

iOS 7 Reviews: 25 Cool Minor Upgrades

มาอีกแล้วครับ ด้วยอาการเดิม หลังจากดู Review ชาวบ้านแล้วรู้สึกว่า มันช่างดูภาพรวมซะจริงๆ


Review นี้จะเป็นสไตล์ผม คือเป็นแบบรายละเอียด, Tips ที่คนส่วนมากชอบผ่านไปซะมากกว่า


เหมาะสำหรับคนที่ดู Review ภาพรวมแล้วยังไม่รู้จะอัพทำไม ลองมาดู Review นี้ จะเห็นอะไรที่คุณไม่รู้

iOS 7 เป็นการอัพเดตแบบ All new design คือเปลี่ยน UI ทั้งหมด ครั้งแรกที่ผมดู แวปแรกเลย คือ มันไม่ Simple อีกต่อไปแล้ว ผมคิดโดยใช้มาตราฐานคนไม่ค่อยรู้เรื่องคอมพ์เป็นหลัก คิดว่าเวลาแม่มาใช้ แม่คงงงกว่าเดิมแน่นอน (แม่ผมใช้มาตั้งแต่ iOS 3)

ไม่รอช้า มาดูกันเลยครับ ตัวที่เอามา Review เป็น iOS 7 Gold Master ความหมายคือตัวสุดท้ายแล้วนั่นเอง เนื่องจากเปลี่ยนหน้าตาใหม่หมด

1. Wallpaper


iOS 7 ได้เพิ่มลูกเล่นใหม่คือ Panoramic Wallpaper คือสามารถขยับ ซ้าย ขวา ขึ้น ลง ไปทั่วทุกด้านได้ ก็เพลินๆดี แต่ผมว่ามันได้น้อยไปหน่อยเลยมองไม่ค่อยออก
ก่อนหน้านี้ ลูกเล่นนี้สามารถเลื่อน Wallpaper แบบ Panorama ได้ยาวมากกก แต่ถูกเอาออกใน beta หลังๆ เนื่องจากกินแบตมากเกินไป

2. Live icon (Clock App)

สังเกตดูจะเห็นว่าไอคอนนาฬิกาบนหน้าจอ เข็มวินาทีขยับ และบอกเวลาจริงบนไอคอนเลย (เจลเบรคทำได้ไปนานละ)
นี่เป็นสัญญาณว่า Apple ปล่อยในนักพัฒนาแสดงภาพเคลื่อนไหวใน icon ได้แล้ว ในอนาคต อาจจะได้เห็นอะไรเก๋ๆ จาก icon ก็เป็นได้

3. Keyboard, Font

รู้สึกแปลกไปคนเดียวรึป่าวไม่รู้ที่ font บน Keyboard มันคนละ font กับที่แสดงผลจากการพิมพ์
ตอนนี้สามารถพิมพ์ สระลอยเฉยๆ ได้แล้ว โดยมีเครื่องหมาย O อยู่ด้านล่าง
นอกจากนี้ iOS 7 ใช้ font ในแต่ละส่วนต่างกัน ส่วนตัวแล้ว รู้สึกงานไม่เนี๊ยบ
ภาพรวมทั่วไปรู้สึกว่าขนาด Font ใหญ่ขึ้น สบายตามากขึ้น (ใน LINE, WhatsApp เห็นชัดเลย)

4. App Update

มี feature ใหม่ ให้โหลด App ที่มีการ Update ให้อัตโนมัติ ทำให้สะดวกมากขึ้น และถ้ามีการอัพเดต จะมีจุดสีฟ้าอยู่ตรงหน้าชื่อแอพ

5. Passbook

ตอนนี้สามารถอ่าน QR Code ได้แล้ว จะทำให้สามารถอ่านค่าบัตรต่างๆ ได้ง่ายขึ้น (แต่ในไทยยังใช้ยากอยู่ดี)
ลองเอาไปอ่าน QR Code ทั่วไปผลคือ "ไม่ได้" จ้า

6. Compass

นอกจากจะใช้เป็นเข็มทิศแล้ว ยังสามารถใช้ iPhone วางบนพื้นผิว เพื่อหาความเอียงได้ด้วย ทั้งวางแบนราบ และวางตั้ง/นอน แจ่มมากๆ

7. Maps Navigator

ไอคอนต่างๆในแผนที่เปลี่ยนไป ดูเป็น Flash icon มากขึ้น นอกจากนี้ มีโหมดกลางวัน กลางคืนแล้วนะ
อันนี้เป็นอีกตัวอย่างนึงที่เห็นชัดเลยว่า Apple ใช้ font ต่างกันบนหน้าจอเดียวกัน
นอกจากนี้ ยังมีการปรับการนำทางให้ชัดเจนขึ้น แต่รู้สึกว่าแนวนอนมันเสียพื้นที่ไปครึ่งจอเลย
และมีการอัพเดตให้สามารถหมุนซ้ายขวา ซูมเข้า-ออกได้ในหน้านำทาง(ซะที) ของ Google Maps เลื่อนไปได้ทุกทิศเลยนะ

8. Siri (เสียงไทย)

เสียง Siri เปลี่ยนไป มีสำเนียงเวลาอ่านตัวหนังสืออังกฤษ มีสำเนียงปนมากขึ้น (คิดไปเองรึป่าวไม่รู้)

9. Phone

สามารถ Block สายได้แล้วนะคร้าบบบบบ SMS ก็ได้ด้วยนะ จะเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่มได้หมด








10. Facetime

สามารถโทรแบบไม่เป็นหน้าได้แล้ว พูดง่ายๆคือ ใช้แทนโทรศัพท์, Skype ได้นั่นเอง ลองแล้วเสียงเหมือนโทรศัพท์ทั่วไปเลย สบายๆ แม้จะเป็น EDGE

11. Notification

เลื่อนจอจากด้านบนลงมา จะมีบอกตารางกิจกรรมบนปฏิทิน, วันเกิด, เตือนความจำ ที่เราบันทึกไว้ด้วย

ส่วนตัวแล้วคิดว่าอันนี้มีประโยชน์มาก ทำให้เราเห็นภาพรวมว่าวันนี้ต้องทำอะไรได้ง่าย
ในส่วนของ "เตือนความจำ" ก็สามารถทำเครื่องหมายว่าอันไหนทำแล้วจากตรงนี้ได้เลย สะดวกมาก
สุดท้ายติดนิดนึง น่าจะเข้าโปรแกรมได้จากหน้านี้เลยด้วยนะ และหัวข้อ "ทั้งหมด" กับ "ไม่ได้รับ" ทำงานต่างกันยังไง ใครรู้ช่วยบอกที


12. Photos

มีการแบ่งหมวดหมู่เป็น วัน เวลา สถานที่ ให้ดูง่าย(?)กว่าเดิม


13. App Near Me

ยังหาประโยชน์ไม่ค่อยได้ แต่ชอบกดไว้ดูตอนไม่รู้จะโหลดอะไร ฮ่าๆ

14. Airdrop

อันนี้ไปถามคุณ @themacci มาว่าเป็นอย่างไรบ้าง สรุปคือใช้ระหว่าง iOS ได้ แต่ยังใช้กับ OSX ไม่ได้ แม้ว่าจะมีคำสั่ง Airdrop เหมือนกัน แปลกดี แต่การใช้งานย้ายข้อมูลถือว่าทำได้ดี

15. Cover Tiles

จำได้ว่าตอนเปิดตัว iPhone ครั้งแรก ทุกคนตื่นเต้น กับการแสดงผลแบบ Cover Flow มาก ตอนนี้ถูกตัดออกแล้ว การเป็นแบบ Tile แทน จะว่าดีก็ดีนะ แต่มันเห็นรูปเล็กไปหน่อย (ถ้าใครไม่เคยใช้ ลองไปที่ Music แล้วเอียงเครื่องเป็นแนวนอน)


16. Cellular Data

Setting > Cellular Data ตอนนี้สามารถเข้าไปดู, เปิด/ปิด ประเภทการใช้อินเตอร์เนทเป็นรายโปรแกรมได้ สะดวกมากๆ เหมาะสำหรับคนที่ชอบสังเกตการใช้งานอินเตอร์เนทของตัวเอง


17. Shared Photo Steam

ตอนนี้เราสามารถแชร์รูปผ่าน Photosteam แล้วให้คนที่ subscribe เราร่วมแชร์รูปด้วยได้แล้ว เหมือน flickr เจ๋งเลย

18. Newsstand

สามารถจับไอคอน Newstand ยัดลงไปใน Folder ได้แล้วนะครับ หลังจากที่ก่อนหน้านี้มันถือว่าเป็น Floder อยู่แล้ว

19. iTunes Radio

เสียใจด้วยนะครับสำหรับ Thai iTunes Account เนื่องจากบริการนี้ใช้ได้เฉพาะ US Account เท่านั้น

ผมลองใช้ US Account เข้าไปใช้ดูแล้ว จะว่าไปมันเหมือน Genius บน iTunes เลยครับ ต่างกันตรงที่ iTunes Radio เพลงมันเป็นเพลงอะไรก็ได้จากบน Stores แต่ Genius ต้องเป็นเพลงที่เรามีเท่านั้น และบน Radio ไม่สามารถย้อนไปเล่นเพลงที่แล้วได้ ต้องกลับไปเปิดใน History เท่านั้น
โดยรวมแล้ว แจ่มมากครับ



20. Burst Shot

เวอร์ชั่นนี้สามารถถ่ายรูปรัวๆ ได้แล้วนะครับ โดยการกดปุ่มถ่ายรูปค้างไว้แล้วค่อยมาเลือกทีหลัง

21. Weather

แสดงอนิเมชั่นของอากาศในแต่ละสถานที่ เข้าใจง่ายดีพอกดเข้าไปในแต่ละท้องที่ก็จะแสดงรายละเอียดเป็น รายวัน, รายชั่วโมง เหมือนกันของเดิม

22. Safari

ผมเป็นคนนึงที่ชอบเล่นเนทบน iPhone ตอนนี้สามารถเปิดมากกว่า 8 หน้าได้แล้ว
Bookmark ก็ลดความสับสนเนื่องจากการ Sync กับ iCloud เนื่องจากของเก่าจะมีแยกอีกหัวข้อนึง ตอนนี้เปลี่ยนเป็นเหมือนกันเป๊ะแล้ว
ตอนนี้มีส่วนของ @ ซึ่งเป็นลิ้งค์ที่มาจาก Twitter ทำให้
สามารถใช้นิ้วปาดเพื่อปิดหน้าได้ สะดวกดีเหมือนกัน เล่นมือเดียวได้
ปุ่ม Reader หดไปเหลือนิดเดียวด้านซ้ายบน



23. Maps

มีโหมด Full Screen แสดงผลเต็มหน้าจอ แถมมีสเกลบอกด้วยตอนซูมเข้า-ออก มีข้อสังเกตเล็กน้อยว่าตอนนี้แผนที่ใน Maps แสดงสถานีรถไฟฟ้าครบแล้ว (ของเดิมขาดๆเกินๆ)

24. Control Center

ลากขึ้นมาจากขอบจอด้านล่าง จะสามารถตั้งค่าบางอย่างได้รวดเร็ว สะดวกขึ้น สามารถเปิดจากในแอพอื่นๆได้ทุกเวลา
อีกหนึ่งสิ่งที่ผมคิดว่ามันทำให้ User ทั่วไป น่าจะมีทั้งชอบและไม่ชอบในความเยอะของมัน ส่วนตัวแล้วคิดว่ามันดู "เยอะ" ผิดจากแนวทางของ Apple มาก (ออกแนว Android)

25. Mailbox

มี Categories ใหม่ของ Mailbox คือ ถึง/สำเนา, ไฟล์แนบ ฯลฯ ทำให้ใช้งานง่ายขึ้น เหมาะสำหรับคนใช้เมล์บ่อยๆ หาง่ายขึ้น






บทสรุป


ผมว่าครั้งนี้ Apple ทำการบ้านสำหรับ iOS มาเยอะมากกว่าทุกครั้ง และพยายามผสม iCloud ให้เข้ากับทุกระบบ (iOS, OSX,Web Application) ผมคงต้องบอกเหมือนครั้งที่ Review iOS 6 คือ คนที่บอกว่า Apple แพง, ไม่คุ้ม เป็นเพราะคนพวกนั้นไม่ได้เข้าถึงการใช้งานที่แท้จริงที่ทาง Apple เสนอให้ นี่ยังไม่รวมถึง iWork ที่จะแถมมาบน iDevice ใหม่ทุกเครื่องด้วย
ใน iOS 7 Apple ได้พยายามทำสิ่งนี้ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น คงจะรอลุ้นอีกครั้งตอนอยู่บน iPhone 5S

9/10 สำหรับความพยายามในการพลิกโฉมให้ของ Apple

วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2556

YouTube Capture แอพอัพโหลดรูปขึ้น YouTube ง่ายสุดๆ

ปกติแล้วเป็นคนชอบถ่ายวีดีโอมากกว่าถ่ายรูป แต่ดันติดตรงที่ว่า iPhone ใช้พื้นที่ในการบันทึกไฟล์วีดีโอเยอะมาก (เนื่องจากเป็นไฟล์ 1080p) ผมเลยพยายามหาทางออกโดยการฝากไฟล์ไว้บน Server แล้วลบออกจาก iPhone โดย Server ที่จะฝากไฟล์ต้องสามารถเรียกดูได้ง่าย และจัดการความเป็นส่วนตัวได้ง่าย ทำให้ผมนึกถึง YouTube


YouTube Capture (FREE version 1.4) เป็นแอพฟรีที่ทาง Google สร้างมาเพื่อใช้อัพไฟล์ VDO จาก iPhone ไปไว้ที่ YouTube โดยเฉพาะ ความสามารถเด่นๆ เลย คือ... 
- สามารถอัพไฟล์ VDO ขนาดใหญ่ได้แม้ว่าจะอัพไม่ต่อเนื่อง (Resume Upload)
- อัพโหลดได้แม้ว่าเราจะไม่ได้เปิดแอพ (Background Upload)
- สามารถเลือกให้แอพอัพโหลดอัตโนมัติ ทันทีที่ iPhone ของเราต่อ Wi-Fi (Upload when connect to Wi-Fi only)
- เลือกคุณภาพของไฟล์ที่จะอัพโหลดได้ตั้งแต่ 360p, 720p, 1080p (ถ้าเนทดีๆหน่อย แนะนำ 1080pไปเลยสำหรับ iPhone 4S ขึ้นไป)

ลองมาดูวิธีใช้งานกันเลย

1. ก่อนอื่นต้องไปสมัคร Account ของทาง YouTube ก่อน เพื่อสามารถอัพโหลดไฟล์วีดีโอ และจัดการไฟล์ได้ ส่วนมากก็ใช้ Account ของ G-mail ไปเลยก็ได้

2. เปิดแอพมา หน้าตาจะเป็นตามรูป คือ เราสามารถอัดวีดีโอจากตัวแอพเลย หรือ จะเอามาจาก Camera Roll ที่เคยอัดไว้แล้วก็ได้ ตัวอย่างนี้เราจะเลือกจากที่เคยอัดไว้แล้ว ให้เลือกที่ปุ่มขวาล่าง รูปแฟ้ม

3. เมื่อเข้ามา จะมีรายชื่อคลิปที่อยู่ใน Camera Roll ทั้งหมด โดยคลิปที่มีข้อความว่า "อัพโหลดไปยัง YouTube" คือคลิปที่ยังไม่ได้โหลด ส่วนอันที่มีชื่อแล้ว คือคลิปที่อัพแล้ว และมีวันที่อัพโหลดกำกับอยู่ด้านล่าง สมมุติว่าจะอัพโหลดคลิปที่ 4 (คลิปผมไปเที่ยวกาญมากะเพื่อนๆ ฮ่าๆ)

4. หน้าตาภายในคลิป ก่อนที่จะอัพโหลด
- ตรงกลางจอ เป็น Preview คลิปที่เราเลือก
- "ป้อนชื่อ" เป็นการตั้งชื่อคลิปที่จะแสดงใน YouTube
- "สาธารณะ" ปรับให้เป็น สาธารณะ, ไม่แสดงรายการ(คนมีลิ้งค์เท่านั้นที่จะดูได้), ส่วนตัว 
- Google+, facebook, Twitter กดเพื่อแชร์ตามเว็ปที่เลือก
- รูปคฑาวิเศษ เพิ่ม Feature จากทาง YouTube เช่น การปรับแก้สี (ทำให้สีวีดีโอสดขึ้น), แก้ภาพสั่น, ตัด (เลือกตัดเอาบางช่วงของคลิป), ซาวด์แทร็กของ YouTube (เลือกเพลงประกอบ) ส่วนตัวแล้วผมไม่เลือกซักอันเลย เพราะรู้สึกว่าคลิปจาก iPhone มันสีสวยดีทุกอย่างอยู่แล้ว
เมื่อตั้งค่าทุกอย่างพร้อมแล้วก็กด "แบ่งปัน" ที่ด้านขวาบนเลยยยย
ที่เหลือก็รอจนว่าแอพจะอัพโหลดจนครบ 100%

5. เมื่ออัพโหลดเสร็จเราสามารถเข้ามาที่คลิปและตั้งค่าต่างๆ เพิ่มเติมได้ ทั้งรายละเอียดเพิ่มเติมของคลิป, copy link, Share, ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว, ติด Tag
เมื่อเราต้องการดูคลิปที่เราเคยอัพโหลดทั้งหมด ก็ให้ไปที่แอพ YouTube ที่หัวข้ออัพโหลด ก็จะมีประวัติการอัพโหลดของเราทั้งหมดในนั้น

6. ย้อนกลับไปที่หน้าแรก (ข้อ 2.) กดเลือกที่รูปฟันเฟืองด้านซ้ายล่าง จะเป็นการตั้งค่าแอพ ที่ "การตั้งค่าการอัพโหลด" เราจะสามารถเลือกคุณภาพไฟล์ที่เราจะอัพโหลดได้ (ยิ่งมาก ยิ่งดี ยิ่งอัพโหลดช้า ส่วนตัวแล้วผมอัพ 1080p ตลอด)
และควรจะตั้งให้แอพ อัพโหลดเมื่อเชื่อมต่อ Wi-Fi เท่านั้น ไม่งั้นเนท 3G หมดอย่างรวดเร็วแน่ๆ

ความเห็นส่วนตัว ถ้าเราต้องการถนอมพื้นที่ใช้งานบน iPhone ให้มีพื้นที่มาก จริงๆก็ทั้ง iPhone แล้วก็ HDD ที่จะใช้เก็บไฟล์ VDO พวกนี้ เพราะ YouTube ให้เราอัพ VDO ได้ไม่อั้นอยู่แล้ว ก็ควรใช้แอพนี้ในการย้ายไฟล์ VDO แต่ก็จะทำให้ชีวิตเราต้องผูกติดอยู่กับ YouTube และเนทตลอดเวลา ซึ่งยังไงซะ ผมก็มองว่าอีกหน่อยโลกเราก็จะมาในทางนี้อยู่แล้ว ทำไมเราไม่ใช้ให้มีประสิทธิภาพซะหล่ะ

ส่วนตัวแอพถือว่าทำออกมาได้ดีมากๆ เพราะครบเครื่อง และการอัพโหลดทำได้ราบรื่นมากๆ แม้ว่าไฟล์ VDO จะใหญ่ขนาดไหนก็ตาม

วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Wrap up: WWDC 2013 เปิดตัว iOS 7, OSX 10.9


งานนี้มีถ่ายทอดสดผ่าน Live Stream ของเวป Apple ด้วย แถมยังมีจากบน AppleTV แต่ไม่ได้เปิดดู งานนี้ดูผ่าน Live Blog สะดวกสุดละ
หลังจากดู Keynote ของงาน WWDC 2013 จบ ก็สรุปได้ว่า พระเอกของงานนี้คือ OSX 10.9: Maverick และ iOS 7 สรุปเร็วๆ คือ

OSX 10.9 Maverick
หลังจากเดากันไปต่างๆนานา ว่าเสือตัวที่ 10 ของ OSX จะมีชื่อว่าอะไร สุดท้าย ทายผิดหมด
OSX นี้เค้ายกตัวอย่าง feature เด่นๆ คือ
- Tags ที่ปกติคนใช้งาน OSX ก็น่าจะใช้กันอยู่บ่อยๆ ในเวอร์ชั่นนี้ พี่แกเลยเอามาเป็น feature ให้สามารถเลือกเอามาใช้ง่ายๆอยู่ด้านซ้ายซะเลย สะดวกมาก คนเคยใช้น่าจะชอบ
- Safari จะเร็วขึ้น ใช้งานง่ายขึ้น ตามมาด้วย feature iCloud Keychain คือสามารถ save password หรือข้อมูลที่เรากรอกบ่อยๆ ไว้บน iCloud เวลาเจอคราวหน้าจะได้ไม่ต้องมานั่งพิมพ์อีก สามารถส่งต่อกันทำให้ใช้ได้ทั้งบน OSX, iOS (จะบอกว่า Firefox, Chrome ใช้กันมานานละ)
- Multiple Displays ใช้งานหลายหน้าจอ สามารถมากสุดได้ 3 จอ ผ่าน Apple TV ด้วย ยังงงๆ อยู่้ว่าประโยชน์คืออะไร คงต้องลองใช้ก่อน

Macbook Air
อัพเกรด Macbook Air ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่หน้าตาภายนอกไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง อันนี้ขอผ่าน

Airport Extreme + Time Capsule

อัพเกรด Airport ให้เร็วกว่าเดิม 3X สเปคเชิงเทคนิคยังไม่เป็นมีมา แต่ดูคร่าวๆ น่าจะเป็น 3stream ช่องสัญญาณ หน้าตาใหม่แอบงงเล็กน้อย เป็นทรงกระบอกสูงมาเชียว อันนี้แอบอยากได้เล็กน้อย

Mac Pro
หลังจากไม่มีการเปลี่ยนโฉมมาเป็นเวลากว่า 2 ปี (แต่อัพเกรดภายในอยู่ตลอดนะ) สุดท้ายออกดีไซน์ใหม่ มาเป็นทรงกระบอกเลย แหวกแนวสุดๆ ขอเดาเลยว่าต้องมีค่ายคอมพิวเตอร์เกาหลีทำตามแน่นอน มั่นใจ ที่สำคัญคือ ขนาด 1/8 ของของเดิม
เรื่องสเปคนี้ไม่ต้องพูดกัน เพราะแรงเกินพิกัดแน่นอน
12-core Intel Xeon, ความเร็ว PCIe 40GB/sec
RAM มีให้ใส่ 4 แถว ความเร็ว 60GB/sec
การ์ดจอ AMD FirePro 2 ตัว VRAM 6GB สุดๆอ่ะ สำหรับการเรนเดอร์ไฟล์ความละเอียดขนาด 4K (มากกว่า FULL HD 1080p)
HDD Solid State ไม่ได้ระบุขนาด

iWork for iCloud
อันนี้น่าสนใจมากอยู่เหมือนกัน แต่กลับนำเสนอน้อยมาก (หรือว่ายังไม่เรียบร้อยดี)
มันคือ Web Application มีสามารถเปิดทำงาน iWork ได้เหมือนบน Mac เลย อธิบายง่ายๆ คือ เราสามารถเปิด IE, Chrome, Firefox เข้าเวป iWork แล้วเปิดทำงานได้เลย (ใครไม่รู้จัก iWork ให้นึกว่ามันคือ Microsoft Office) การที่ทำแบบนี้ได้ หมายความว่า Apple ตั้งใจจะขายบริการ iWork ผ่าน Cloud แบบลงทะเบียนรายปี เหมือน Microsoft Office 365 ใช้ป่าวเนี่ย น่าคิดๆ


iOS 7
ไฮไลท์ของงานเลยทีเดียว ผมเองดูแล้วประทับใจมากอยู่เหมือนกัน UI รวมๆ ที่ชอบคือ โทนสีที่ดูเบา สบาย, การทำโปร่งใสของแต่ละ Panel ทำให้การใช้งานดูต่อเนื่อง
สุดท้ายอันนี้เด็ดสุด Wallpaper แบบ 3D มีสามารถเอียงจอตามแกนไอโฟนได้ (ต้องดู VDO ถึงจะนึกออก)

ลองมาดู feature เด่นๆ ที่เค้านำมาเสนอ
อย่างแรกที่เห็นได้ชัดเจนเลย คือ พี่ Ive แกเปลี่ยนไอคอนหน้าจอใหม่หมด กลายเป็นแบบ Simple ไปหมด ส่วนตัวติดอย่างเดียวเลยคือ font ตัวบางและเล็กเกินไปแถมกลืนกับ Background มาก คนสายตาไม่ดีน่าจะดูยาก ที่เหลือแจ่มหมด
ลองกดไปดู iOS 7 in Action ได้ที่นี่เลย
Control Center เลื่อนขึ้นมาจากด้านล่าง สำหรับควบคุวคำสั่งตั้งค่า Hardware ที่ใช้บ่อยๆ บางส่วน แอบบอกว่าเหมือน Android เลยอ่ะ
Notification Center แบ่งหมวดหมู่ดูง่ายขึ้นเยอะเลย
Multitasking งานนี้พี่แกโม้ว่า เป็น True Multitasking อยากรู้เหมือนกันว่าเป็นยังไง แต่ดูจาก UI แล้ว ใช้ง่ายดี เลือกแอพ อันไหนจะปิดก็สไลด์ขึ้น

iTunes Radio อันนี้ยังงงๆว่าใช้งานยังไง แต่ดูๆแล้วว่าจะเป็นวิทยุมั้ง
Photos ในที่สุดก็แยกหมวดหมู่รูปภาพเป็นช่วงวันให้ซะที และแยกเป็นสถานที่ หรือปรับเป็น Collection ก็ได้ ดูเป็นระเบียบขึ้นเยอะ แหมมม กว่าจะทำ ***แอบมีเพิ่มเติมเล็กน้อยว่า Photo Stream จะสามารถอัพไฟล์ VDO ได้แล้ว
AirDrop มีมาตามข่าวลือเลย ใช้ส่งไฟล์ระหว่างเครื่องแบบง่ายๆ อันนี้มีมานานแล้วใน OSX เค้าเอามาเพิ่มใน iOS น่าจะสะดวกดี

Camera ดู UI เปลี่ยนไป รู้สึกรกขึ้นนิดหน่อยนะ มีพิเศษตรงที่มี Filter มาให้ด้วยเลย
Safari อันนี้ชอบมา เพราะส่วนตัวดูเว็ปบน iPhone ค่อนข้างบ่อย ชอบหลายอย่างมาก มี full screen แนวตั้งแล้ว(ในที่สุด), มี Tabs ได้มีจำกัด(ในที่สุด), UI ตอนเลือก Tabs เป็นแบบ Cards ชอบมาก
Siri เปลี่ยนหน้าจอ UI, มีเสียงผู้ชาย (เพื่อ?)


Mail ไม่ค่อยเห็นความต่าง แค่เปลี่ยน Theme เป็นแบบใหม่
Weather ปรับ UI ใหม่หมด ดูมีข้อมูลเยอะขึ้น แต่ยังเป็นระเบียบอยู่
Messages ไม่ค่อยเห็นความต่าง แค่เปลี่ยน Theme เป็นแบบใหม่ แต่แอบชอบที่ keyboard โปร่งใส

ลองไปดูคลิปกันเลยดีกว่า


สรุปแล้ว Apple ก็ยังคงทำออกมาได้ตรงตามมาตราฐานของตัวเอง ไม่น่าผิดหวัง งวดนี้เอาไป 8/10 ลบไป 1 คะแนน ข้อหา UI หวานแหววไปหน่อย ออกแนวเกย์, ไม่ชอบบางไอคอน เช่น Photos, Game Center