วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2555

iOS 6 Reviews (FULL): สไตล์ใช้งานจริง

iOS 6 Reviews, มีอะไรใหม่, อะไรเพิ่ม, มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ?
อ่านรีวิวแบบผ่านๆ และรีวิวของทาง Apple เองแล้วไม่ค่อยถูกใจ เลยขอทำเองซะเลย เป็นแบบฉบับของผมเอง เอาตามที่ใช้งานทุกวันนะครับ จะพยายามลิสเป็นหัวข้อๆ จะได้ไม่งง เผื่อใครกำลังตัดสินใจอยู่ว่าจะอัพดีมั้ย หรือไม่รู้ว่าอัพมาแล้วมันทำอะไรเพิ่มได้บ้าง ลองมาอ่านดูครับ 

  Thai Keyboard 4 Rows   

โดยส่วนตัวแล้ว ไม่ชินอย่างแรง เคยใช้ตอนเจลเบรคแล้วแต่ก็ยังคงไม่ชินอยู่ดี รู้สึกความเร็วในการพิมพ์ลดลง 80% (ใครเคยเห็นผมพิมพ์ใน iOS จะรู้ว่าเร็วมาก)

 Facebook/Twitter Integration  

- Notification Center ลองดูแล้วรู้สึกง่ายขึ้นจริงๆ ด้วยทั้ง Facebook และ Twitter โดยเฉพาะใน Facebook สามารถเลือกได้ด้วยว่าจะให้ใครเห็นบ้าง แต่ทั้งสองอันยังไม่สามารถใช้ทั้ง Tag(@), Hush Tag(#) ได้
ส่วนอีกอัน Share Facebook ได้เลย อันนี้ลองแล้ว ก็ดีนะ สามารถเพิ่ม Location ได้ตามฐานข้อมูลของ Facebook แต่มันติดตรงที่บังคับให้อัพผ่านอัลบั้มชื่อ iOS Photos อย่างเดียวนี่สิ

- Calendar (Facebook) มีวันเกิดแจ้งเตือนตามใน Facebook ด้วย ทำให้ซ้ำกับวันเกิดที่บันทึกใน Caontacts คงต้องหาวิธีแก้เอาเอง แปลว่าถ้ามีใน Contacts แล้วไม่ควรเอามาลงใน Facebook อีก แล้วมันจะมีฟังค์ชั่นเอาวันเกิดใน Facebook มาลง Contacts ทำไมวะ 

 Passbook  

อันนี้เนื่องจากใหม่จัด ในไทยยังไม่มีให้ใช้เลยยังไม่ได้ทดสอบ เลยยังไม่รู้เลยว่าไอ้ที่บอกว่า Passbook น่าจะเป็นคำตอบกว่า NFC เนี่ย มันเป็นยังไง แต่หลังจากดูในตัวแอพแล้ว มี App Store เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย? น่าจะใช้ทำอะไรเสียตังรึป่าว? 

 Phone 

มีการปรับเปลี่ยนหน้าจอการกดปุ่มโทร แต่ก็ไม่มีประเด็นอะไร มีเพิ่มนิดหน่อยคือ ปุ่ม Voice Mail พอเผลอกดไปโดนมันจะมีข้อความประมาณว่า "ใช้บริการฝากข้อความเสียงโทร...." แทน ค่อยดีขึ้นมาหน่อย
- Incoming Call เวลาโทรมาจะมีไอคอนรูปด้านขวาล่าง พอเลื่อนขึ้นก็จะมีออฟชั่นให้เลือก ถ้าปรับเป็นเตือนให้โทรกลับ iOS จะให้บันทึกลงใน Reminder
- Do not Disturb ต้องเปิดใช้งานก่อนใน "การตั้งค่า" แล้วจะมีรูปพระจันทร์ขึ้นที่สเตตัสด้านบน พอเปิดแล้วจะไม่สามารถโทรเข้าได้

 Safari 

- Full Screen ตอนแรกนึกว่าจะใช้ได้ 100% ดันใช้ได้แค่ใน Landscape Mode แต่โดยรวมก็ OK

- iCloud Tab ชอบอันนี้มาก คือสามารถลิ้งค์ระหว่างอุปกรณ์ Apple ทั้งหมด ดูว่าตอนนี้ เปิดหน้าเวปอะไรอยู่บ้าง และสามารถดูประวัติการเปิดเวปจากอุปกรณ์อื่นๆ ที่ลิ้งค์กับ Apple ID นี้ได้ (บางคนอาจจะไม่ชอบ เหอๆๆ) จากรูป ทางซ้ายคือ ถ้าไปเปิดใน Safari (Mac) จะเห็นว่าบน iOS เปิดอะไรอยู่(ทางขวา)

- Reading List ฟังค์ชั่นนี้คนส่วนมากคงไม่ค่อยได้ใช้กัน มันคือเซฟหน้าเวปเก็บไว้อ่านตอนหลัง ใน iOS 6 สามารถเปิดอ่านได้แม้จะไม่ได้เปิดอินเตอร์เนท ในรูปคือลองเปิด Airplane Mode แล้วเปิด Reading List จะเห็นว่ามันสามารถเปิดได้

 Mail 

- VIP ชอบอันนี้เหมือนกันนะ เป็นการ Filter รายชื่อคนที่ต้องการให้เห็นเมล์ชัดๆ ออกมา คนที่ไม่ค่อยใช้เมล์ก็ผ่านๆ ไปเหอะข้อนี้
- Add Photo หมดปัญหากับการเพิ่มรูปในเมล์เพราะตอนนี้สามารถเพิ่มเองทีหลังได้แล้ว นอกจากนี้ยังด้วยวิธีนี้ สามารถเพิ่มรูปได้มากกว่า 5 รูป/ครั้งแล้วด้วย 

 Music 

ปรับหน้าจอ Interface ใหม่เล็กน้อย ที่เห็นชัดเจนเลยคือ ถ้าใช้ iTunes Match จะไม่มีไอคอนเมฆที่ด้านหลังเพลงที่ยังไม่ได้โหลดแล้ว รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย เพราะเนทในไทยมันอ่อนมาก ถ้าไม่รู้ว่าเพลงไหนมันอยู่ในเครื่องมันจะดีเหรอออ ทั้งหมดรวมรัดให้มีปุ่มเมฆอยู่ด้านล่างอย่างเดียวเพื่อโหลดทั้งลิส

 Contacts  

- Import from Facebook ไปที่ การตั้งค่า > Mail รายชื่อ ปฏิทิน > นำเข้ารายชื่อซิม > Facebook (ถ้าไม่แน่ใจ แนะนำอย่าเพิ่งกด) อันนี้ไม่รู้จะเรียกว่า ดี รึป่าว เพราะพี่แกให้รายชื่อใน Facebook เข้ามาอยู่ใน Contact ได้ ทำให้คนที่เรามีชื่อทั้งในโทรศัพท์และใน Facebook ขึ้นทั้งสองอัน นอกจากนี้มันจะมีปัญหาเพราะพวกที่ชอบตั้งชื่อแปลกๆ หรือไม่ชอบให้เปิดเผยตัวนี่แหละ ทำให้รายชื่อมั่วไปหมด ยังดีที่สามารถปิดได้
- Link Contacts with Facebook ตอนนี้พยายามลองใช้แบบเปิด Facebook ด้วย ปรากฏว่าเหมือนกับตอนเปิด Exchange คือ สามารถเลือกให้มันรวมเป็นอันเดียวกันได้ และสามารถเลือกได้ว่าจะใช้ข้อมูลอันไหนเป็นข้อมูลหลัก ทั้งรูปและชื่อ ส่วนตัวแล้วแอบชอบนิดนึงตรงที่จะได้รวมข้อมูล Contacts เป็นอันเดียวได้ดีขึ้น แต่ที่ไม่ชอบคือต้องมานั่งรวมเองน่ะสิ T^T

 Maps 

- ทั่วไป ลองใช้ในไทยแล้ว ไม่ค่อยรู้สึกแตกต่าง Apple Maps มีรายละเอียดน้อยกว่า และในรูปดาวเทียมเหมือนจะเก่ากว่า แต่มีอยู่ข้อนึงที่รู้สึกดีกว่าใน Google Maps คือ ถ้าเราไปดูที่แผนที่ประเทศอื่น จะเห็นว่าใช้ชื่อเมืองเป็นภาษาไทย ผิดกับ Google ที่ใช้ภาษาประเทศนั้นๆ เคยมีปัญหาตอนจะไปประเทศเกาหลี เนื่องจากไม่สามารถหาชื่อเมืองได้ เพราะใน Google Maps ใช้ตัวหนังสือเกาหลี T^T พอลองใช้ไปเรื่อยๆ พบว่า แอพอื่นๆที่มีการเรียกเอา Maps มาเปิด ถูกเปลี่ยนให้เป็น Apple Maps เป็นค่าเริ่มต้นหมด


- 3ds Maps ที่โม้นักหนา ไม่สามารถใช้ในไทยได้ ในรูปคือ อนุสาวรีย์ และ สยาม นั่นเอง
เลยลองไปดูที่ NewYork ดูบ้าง ปรากฏว่าจัดเต็มมาก ในรูปคือ Madison Square ทั้งจากมุมไกล และลองซูมเข้าไปจนสุด ได้ตามรูป นับว่าใช้ได้ทีเดียว แต่คงอีกนานมาก กว่าในไทยจะมีบ้าง

- Navigator พอดีออกไปลองให้นำทางง่ายๆ ดู ปกติเคยเห็นแต่คนรีวิวอยู่กับที่ เลยเห็นข้อแปลกใจบางอย่าง เช่น ไม่มีเสียงบอกทางภาษาไทย ไม่สามารถหาเส้นทางใหม่อัตโนมัติได้ ถ้าใครคิดว่ามันใช้แทนพวก Navigator แท้ๆได้หล่ะก็ ขอบอกว่าแค่พอใช้ได้ แต่ถ้าจะเอาชัวร์คงต้องเพิ่ง TomTom, Garmins, Sygic กันต่อไป โดยรวมแล้วถือว่าดีเลยทีเดียว ถ้าเทียบกับแผนที่มาตราฐานของ Android และ Windows Phone

 Camera / Photo  

- Panorama อันนี้อยากลองมากกกกก สรุปแล้วถือว่าสอบผ่าน ใช้งานง่ายและดีกว่าแอพ Panorama หลายๆตัว ชอบที่สุดตรงภาพมันไม่ได้ถูกย่อส่วนเหมือนพวกแอพอื่น คืออันนี้มันจะเป็นการเอาภาพขนาดเริ่มต้นมาต่อกันเลย (ตามที่ Apple บอกสามารถใหญ่ได้มาสุด 28MB) จากภาพตัวอย่าง ถ้าไม่ได้มีการเคลื่อนไหวมาก ภาพก็ออกมาแทบจะไม่เพี้ยนเลยทีเดียว

- Shared Photo Stream อันนี้น่าสนุกเหมือนกัน คือ เราสามารถแชร์รูปผ่าน iCloud ได้ จะว่าไปมันก็เหมือนกับ Facebook น่ะแหละ 

 Siri  

Siri นี่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่ Apple นำเสนอมาก ลองมารีวิวว่ามีอะไรเพิ่มมั่ง
- Sports Match เริ่มมา ลองทำตามที่ Apple โฆษณาก่อนเลย ถามผลNBA!! ปรากฏว่าสอบผ่าน

- Place ต่อมาลองถามเรื่องหนัง ปรากฏว่าถามได้ แต่จะได้ผลหนังออกมาเป็นของต่างประเทศ เลยลองถามว่าดาราคนนี้เคยแสดงเรื่องอะไร ก็ตอบได้นะ เออออออ ว่าแล้วก็ลองถามสถานที่ ปรากฏว่าก็ยังหาไม่ได้อยู่ดี ทั้งโรงหนัง ร้านอาหาร แต่พอลองถามที่ๆ เราอยู่ ดันตอบได้แหะ แปลว่าการที่ Apple เปลี่ยนมาใช้ Maps ของตัวเอง ก็น่าจะเป็นเพราะ Siri ด้วยส่วนนึง

- Lunch 3rd Party Application แจ่มมากๆ สามารถเปิดได้ทุกแอพ แค่เปิดสิริแล้วพูดชื่อแอพเป็นภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Whatsapp, LINE หรือว่าเกมอะไรก็ได้ ถ้าอันไหนชื่อใกล้เคียงกันก็จะให้เลือกว่าจะเอาอันไหน เอ้อ แต่ถ้าแอพไหนชื่อภาษาไทยก็เปิดไม่ได้นะ

 Apple Store / iTunes Store  

ทั้งสองอันนี้มีการเปลี่ยน User Interface ใหม่หมด ออกแบบให้ใกล้เคียงกับใน iTunes บนคอมพิวเตอร์ ขึ้นไปอีก

 อื่นๆ  

- แอพพวกที่เรียกใช้รายชื่อใน Contacts เช่น Whatsapp, LINE ถ้าเราใช้งาน Facebook Integration จะมีรายชื่อใหม่ๆ โผล่มาเพียบเลย (บางอันซ้ำ) เนื่องจากมันเอาชื่อจากใน Facebook เข้ามาด้วย
- YouTube หลังจากโดนเอาออกไปพร้อมกับ Google Maps ก็ทำเป็นแอพของตัวเองออกมา โดยส่วนตัวคิดว่าในเวอร์ชั่นนี้ (15/09/2555) ยังทำออกมาได้ไม่ดีนัก เนื่องจากถ้าใช้เล่นกับ Apple TV แล้วใช้คำสั่ง AirPlay ยังทำได้ไม่ดีนัก เพราะต้องใช้การ Mirror ทำให้ภาพออกมาไม่สวยเหมือนตอนเป็นแอพ YouTube เก่า
- Guided Access อันนี้จะเป็นคำสั่งช่วยเพิ่มเติม เหมือนไอ้ปุ่มแทนปุ่ม Home บนหน้าจอน่ะแหละ แต่อันนี้ไว้ใช้ล็อคหน้าจอแทน ใครอยากลองเล่นก็ไปที่ การตั้งค่า > ทั่วไป > ผู้พิการ > การเข้าถึงการใช้ > On แล้วลองเล่นเองดูนะ 

รวมๆแล้ว ถือว่าทำได้ดีมากอีกครั้งหนึ่ง 
ถ้าคนที่ใช้ผ่านๆ จะรู้สึกแค่ "ดี" แต่ถ้าเป็นคนที่ใช้แบบเป็นไลฟ์สไตล์เลยจริงๆ ถือว่าตอบโจทย์มากๆ เพราะ Apple ได้เอาสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิตแบบ Cloud มารวมไว้และพัฒนาให้ดีขึ้น ซึ่งทุกอย่างสัมพันธ์กันแบบที่ไม่มี OS ไหนทำได้มาก่อน หรือกำลังพยายามจะทำแต่ยังห่างไกลนัก นี่เป็นอีกข้อแตกต่างของ iOS กับ Android, Windows Phone ที่ไม่ใช่ว่าพออัพเดต OS ทีก็ลอยแพเครื่องรุ่นเก่าที (ไม่สามารถอัพเกรด OS ได้)ตามที่เห็นอยู่บ่อยๆ เช่น Android 3 > 4 ไม่ได้ หรือ Windows Phone 7 > 8 ไม่ได้
ถ้าใครไม่ใช้ระบบพวกนี้แล้วบอกว่า "Apple แพง, ไม่คุ้ม" ผมว่ากลับไปใช้ Android หรือ Windows Phone จะได้ของที่ "คุ้ม และ ถูกใจกว่า" เพราะนี่คงไม่ใช่ทางของคุณครับ

อีกครั้งที่ Apple สอบผ่าน 9/10 


ปล.ถ้าใครมาอ่านแล้วชอบ comment ด้วยครับ
ปล.2 ถ้าจะ copy ไปวางที่อื่นไม่ว่านะครับ แต่รบกวนใส่ credit ที่มาให้ด้วย ขอบคุณครับ

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555

AMOLED vs Retina Display อันไหนดีกว่ากัน

มีเพื่อนหลายคนมาก ที่ชอบเอาจอ AMOLED (Samsung Galaxy S) มาเทียบกับจอ Retina Display (iPhone, iPad) วันนี้ว่างๆ เลยจะมาบอกว่ามันเทียบกันไม่ได้ เพราะมันคนละมาตราฐาน!...

ก่อนอื่น ต้องหาความหมายก่อนว่า AMOLED กับ Retina Display มันคืออะไร จะขอกล่าวแค่ส่วนที่เกี่ยวข้องในการเปรียบเทียบนะ ข้อมูลทางเทคนิคเชิงลึกไปหาอ่านกันเอาเอง

เป็นชื่อเรียกเทคโนโลยี เหมือนกับจอ CRT, LCD, LED คือพูดง่ายๆว่า มันเป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่วันดีคืนดีอาจจะมีตัวที่ชัดกว่ามาทดแทนได้ AMOLED จริงๆแล้วมันก็คือเทคโนโลยี LED น่ะแหละ แต่สามารถ Touch ได้ มีข้อดีคือสว่าง, สีสด และที่เอามาใช้ในมือถือเพราะมันบาง ส่วนความคมชัดก็ขึ้นอยู่กับแต่ละรุ่นที่เอาใช้ 
ยกตัวอย่าง Galaxy Tab 10.1 ที่มีความละเอียด 149ppi (pixels per inch ในทางการพิมพ์เรียกว่า dpi) จะชัดน้อยกว่า Galaxy SIII ที่มีความละเอียด 306ppi จะเห็นได้ว่าการบอกว่าเป็นจอ AMOLED ไม่ได้หมายความว่าจะชัดแต่อย่างไร

ชื่อนี้ Apple ตั้งให้เป็นมาตราฐานหนึ่งที่บอกว่า หน้าจอนี้มีความละเอียดมากกว่า 300ppi ซึ่งสูงกว่าตาเปล่าจะมองเห็นรอยเหลี่ยม (ในระยะอ่านหนังสือ 30cm) 
โดยทั่วไปแล้วระยะห่างกับจำนวน dot จะแปรผันกัน คือ ถ้าห่างมากก็ไม่จำเป็นต้อง ppi มากก็ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ จอทีวี HD ที่ชัดระดับ 720p 1080p ถ้านำมาคิด ppi แล้ว ไม่มีทางถึง 300ppi แน่ๆ เนื่องจากพื้นที่จอทีวีใหญ่มาก แต่ก็เป็นที่ยอมรับว่าชัดเกินตาจะมองเห็นเหลี่ยม เพราะระยะในการดูทีวีมันไกล
สรุปคำว่า Retina Display ไม่ได้หมายถึงเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้แต่เป็นมาตราฐานอย่างหนึ่งที่ทาง Apple กำหนดขึ้นมา เพื่อบอกว่าจออันนี้ชัดระดับตามองไม่เห็นขอบเหลี่ยมตะหาก แต่จะเป็นจอ LCD, LED หรือแม้แต่ AMOLED ก็ได้ แต่ Apple เลือกใช้จอแบบ IPS LCD บนอุปกรณ์

ถ้าจะสรุปเป็นตารางให้เข้าใจ น่าจะเป็นแบบนี้ ppi ยิ่งมาก ยิ่งชัด ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับระยะการดูด้วย แต่ในตารางน่าจะมีระยะดูใกล้ๆกันนะ ยกเว้น Tablet

แต่ตามเวปทางการฝั่งยุโรปบอกว่า ppi ของ AMOLED ไม่ควรมาวัดกับ ppi ของเทคโนโลยีอื่น เพราะเป็นการแทรกจุดที่สามแบบไม่เต็มจุด ต่างจากเทคโนโลยีอื่น ที่ใช้จุดบนจอทุกจุดเท่ากันหมด ไว้ว่างๆจะหารูปมาลงให้ดู
AMOLED จะเห็นว่าจุดไม่เท่ากัน
จุดของการแสดงผลของทั่วไป
น่าจะเคลียร์ระดับนึงนะสำหรับเรื่องความคมชัด ไม่ขอสรุปละกัน คิดเอาเองเด้อ ฮ่าๆ

reference: