วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2555

Stick-N-Find ใช้แล้วจะไม่มีวันของหาย (ยกเว้นทำ iPhone หาย)


Stick-N-Find เป็นอุปกรณ์ติดลงบนของ ทำงานร่วมกับ iPhone โดยเจ้า Stick-N-Find จะปล่อยสัญญาณ Bluetooth และเรียกหาแบเรดาห์บอกระยะและทิศทางบนหน้าจอ iPhone ได้ในระยะ 100 ฟุต ใช้งานร่วมกันหลายอันได้, สั่งให้ส่งเสียง, เปิดไฟหาในที่มืดได้

ดูจากใน Youtube แล้ว น่าเอามาลองเล่นเหมือนกันนะ เอาไว้ใช้ติดหมาแมว, เด็กน้อย, กระเป๋าเดินทาง
ราคาตั้งไว้ที่ $49.95 ขายจริงเดือนมีนาคม 2013 ทาง Indiegogo (ผู้ผลิต) จะเอามาโชว์ที่งาน CES ด้วย

Credit:


วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2555

Doorbot กล้องติดหน้าบ้านสุดหล่อ



Doorbot ดูแล้วน่าสนใจเลยทีเดียว เป็นตัวกล้องติดที่หน้าบ้าน เมื่อมีคนมา จะสามารถกดเรียกไป ที่โทรศัพท์ แล้วแสดงภาพหน้าบ้านพร้อมเสียง ผ่าน Wi-Fi

ที่เจ๋งคือ นอกจากจะใช้ดูคนที่หน้่าบ้านแล้ว มันยังสามารถติดตั้งกับ Lockitron ได้อีกด้วย ทำให้เมื่อเราคุยกันว่าภาพเสียงแล้ว เรายังสามารถกดเปิดล็อคจากในแอพบนมือถือได้เลยด้วย แหมดีจริงๆ

ที่สำคัญคือ โปรเจคนี้ยังเป็นแค่โปรเจค ยังไม่มีการผลิตจริง แต่จะผลิตเมื่อมีคนสั่งซื้อถึง $250,000 เท่านั้น แต่จะมีตัว Prototype แสดงที่งาน CES 2013



Credit:
http://www.engadget.com/2012/12/06/edison-junior-doorbot-video-doorbell/#

2013 International CES, เตรียมตัวก่อนไป


สืบเนื่องจาก ไอ้กระผมจะมีบุญวาสนา ได้ไปงาน International CES 2013, Las Vegas วันที่ 8-11 มกราคม 2013 นี้
เลยอยากจะทำ campaign สนุกๆ ของตัวเองขึ้นมา คือ จากวันนี้ไปจนถึงวันงาน จะเอาของที่จะไปแสดงในงานมาลงไว้ แล้วถ้าอยากให้ไป Reviews อันไหนละเอียดก็ comment เข้ามาเลยนะ จะไปจัดให้

ถ้าคนไหน comment ถูกใจจะซื้อของสิ่งนั้นไปฝาก (ถ้าไม่แพงมากนะ)

สำหรับคนที่ไม่รู้ว่้า CES คืองานอะไร ลองไป search หาใน Google ได้เลย งานใหญ่ของโลก IT เลยทีเดียวนะ

วันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2555

Microsoft เปิดตัวราคา Windows Surface Pro แล้วจ้า + Preview ล่วงหน้าจากสเปค



ในที่สุด MS ก็ยอมปล่อยสเปคของ Windows Surface Pro มาหมดแล้ว

ตอนแรกหวังไว้เหมือนกันว่า Microsoft จะทำออกมาได้ดี แต่ท่าทางจะมาอีหรอบเดิมละ
โดยรวมแล้ว Microsoft เหมือนจะทำ รุ่น Pro ออกมาเป็น Ultrabook ที่วางตัวเป็น Tablet เลย คำถามคือ...

1. ถ้า Microsoft ตั้งใจจะให้คุณสมบัติเพียบพร้อมขนาดนี้ ทำไมไม่ทำ Ultrabook ไปเลย หล่ะจ๊ะ (ลองอ่านสเปคให้จบก่อนนะจ๊ะ)
2. รุ่น Pro เรื่องการกินไฟนี่รับรองเลย กินไฟแน่ๆ เพราะถ้าลองลง Windows แล้วใช้โปรแกรมได้เหมือนกับคอมพ์ทั่วไป แบตหมดเร็วแน่ๆ รวมทั้งเรื่องของความร้อนด้วย
3. ทำไมไม่มีช่องต่ออินเตอร์เนทจากสัญญาณโทรศัพท์ให้นะ ทั้งๆที่ เดี๋ยวนี้เจ้าอื่นเค้าพยายามจะทำให้ได้กันทั้งนั้น
4. เนื่องจากตัว Pro จะเหมือนคอมพ์ทั่วไป จึงไม่มี Microsoft Office มาให้ ใครที่คิดจะใช้ทำงานเอกสาร ใครทีกะจะใช้มาทำงานเอกสารต้องหาซื้อมาลงนะจ๊ะ แต่ด้วยเหตุผลนี้ ทำให้พอจะเดาได้ว่ารุ่น RT Microsoft Office ต้องมีกั๊กแน่ๆ

5. ล่าสุดทาง Microsoft ออกมาแจกแจงเกี่ยวกับความจุบน Windows Surface เพื่อทำความเข้าใจก่อนซื้อว่าพื้นที่มันหายไปไหนหมดว่า...
จากรูปหมายความว่า ถ้าซื้อรุ่น 32GB เนื่องจากเริ่มมาระบบจะเห็นที่ 29GB แล้วลบออกไปอีก 5GB สำหรับ Windows recovery และลบไปอีก 8GB สำหรับโปรแกรมมาตราฐานทั้งหมด ดังนั้นจะเหลือที่ให้ใช้งานจริงๆแค่ 16GB OMG WTF!!! หายไปเยอะสัส ส่วนรุ่น 64GB จะเหลือ 46GB เฮ้อ...
ไอ้พวกที่ชอบด่าแมคน่ะดูไว้ซะ ปัญหาพวกนี้ไม่เคยเกิดกับแมค เพราะเค้าคิดมาหมดแล้ว แก้มาให้แล้ว คนใช้ก็ใช้แบบไม่รู้ตัว ลองเจอแบบนี้มั่ง ผลักภาระมาที่ผู้บริโภคชัดๆ

บ่นมาเยอะแล้ว ไปดูสเปคโดยรวมดีกว่า

OS
Windows Surface RT: Windows RT (32-bit)
Windows Surface Pro: Windows Pro (64-bit)
RT จะลงโปรแกรมได้เฉพาะใน Windows App Store ส่วนรุ่น Pro จะสามารถลงโปรแกรมได้เหมือนใช้คอมพ์ทั่วไปเลย

Size and Weight
Windows Surface RT: 10.81 x 6.77 x 0.37 นิ้ว // 1.5 ปอนด์ (ประมาณ 675 กรัม)
Windows Surface Pro: 10.81 x 6.81 x 0.53 นิ้ว // 2.0 ปอนด์ (ประมาณ 900 กรัม)
รุ่น RT หนัก พอๆกับ iPad, รุ่น Pro หนัก 900g ??? เข้าใจว่าสเปคนี้เพราะต้องการให้แรง แต่นี่มันหนักเกือบเท่า Ultrabook แล้วนะ!! (MacBook Air หนัก 1000g)
อีกอย่างทำไมรุ่น RT กับ Pro มันขนาด+หนา ไม่เท่ากันฟะ? ใช้ case เดียวกันไม่ได้, dock เดียวกันไม่ได้? หรือ Microsoft มองว่าไม่น่าเป็นประเด็น?

CPU
Windows Surface RT: NVIDIA Tegra 3 T30, RAM 2 GB
Windows Surface Pro: Intel Core i5 processor, RAM 4 GB, การ์ดจอ Intel HD graphics 4000
รุ่น Pro นี่ซัด i5 เลย โหดมาก ดีๆ มีการ์ดจออีกต่างหาก

Network

Wi-Fi (802.11a/b/g/n) Bluetooth 4.0 technology

จุดแตกต่างที่สำคัญของ Surface อีกอย่างคือ ไม่มีรุ่นไหนต่ออินเตอร์เนทจากสัญญาณโทรศัพท์ได้นะจ๊ะ งงเลย

Port

Windows Surface RT: USB 2.0, HD Video Port
Windows Surface Pro: USB 3.0 Full, mini DisplayPort
สังเกตว่า port ต่อภาพออกต่างกัน โดยในรุ่น Pro จะยืดหยุ่นกว่า


Price
Windows Surface RT 32GB: $499 ประมาณ 15,xxx บาท
Windows Surface RT 64GB: $599 ประมาณ 18,xxx บาท
Windows Surface Pro 64GB: $899 ประมาณ 27,xxx บาท
Windows Surface Pro 128GB: $999 ประมาณ 30,xxx บาท
ราคานี่ถึงกับช็อคเลย รุ่น Pro แพงสัสๆ พระเจ้าค่า ราคานี้ไม่มี keyboard+cover ด้วยนะ ซื้อ Ultrabook ไม่ก็ Macbook Air ไปเลยดีกว่ามั้ย

สุดท้าย ก็ยังอยากหามาลองเล่นอยู่ดี ยังคิดว่าน่าจะดีกว่า Android อยู่นะ

อ้างอิงจาก
http://www.microsoft.com/Surface/en-US

วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ชำแหละละเอียด iPhone 5 Package: AIS vs. DTAC vs. TRUE ค่ายไหนถูกสุด ดีสุด? 2012 / 2013

ชำแหละละเอียดยิบ iPhone 5 Package: AIS vs. DTAC vs. TRUE ค่ายไหนถูกสุด ดีสุด? 2012 / 2013

ตอนนี้ทั้ง 3 ค่ายก็ได้เผยโปรของแต่ละค่ายออกมาแล้ว มีหลายคนอยากรู้ว่าใช้โปรของค่ายไหนดีกว่ากัน
ผมเลยลองเอาราคาของทั้ง 3 เจ้า มาทำเป็นกราฟเปรียบเทียบให้เห็นกันจะๆ เจาะลึกกันไปเลย โดยผมจะยกมาแค่ 2 ประเด็นฮ๊อต คือ ค่าบริการโทรศัพท์, ค่าอินเตอร์เนท


ค่าบริการโทรศัพท์ (รายเดือน)
จากกราฟ แต่ละจุดคือ Package: S, M, L ของแต่ละค่ายนั่นเอง
ขอสรุปเป็นข้อๆ ตามนี้
  • ในตำแหน่งเส้นตั้งเดียวกัน เส้นที่อยู่บนสุด จะมีอัตราค่าโทรที่ถูกสุด
  • ถ้าอยากรู้ว่าอัตราบาท/นาที อันไหนถูกสุด ดูได้จากความชันจากจุด 0,0 เช่น จุดแรกของ TRUE ความชันจากจุด 0,0 น้อยมากแปลว่าแพงสุดถ้าเทียบกับจุดแรกของ AIS, DTAC
  • AIS มี Package ถูกสุดที่คุ้มที่สุด
  • AIS มี Package ถูกสุด-แพงสุดที่ครอบคลุมช่วงราคามากสุด
  • DTAC มี Package เริ่มต้นแพงสุดแถมยังค่าโทรศัพท์แพงสุดอีกด้วย
  • DTAC ที่ Packge เริ่มต้น ราคาถูกกว่า Packge แพงสุดของ TRUE นิดเดียว แต่โทรได้น้อยกว่าเกือบๆ 200 นาที
  • TRUE ที่ Package S อัตราค่าโทรแพงสุด
* เนื่องจาก TRUE มีดอกจันทร์ไว้ว่ามีส่วนลดรายเดือนของแต่ละ Package เป็นเวลา 18 เดือน ในกราฟจึงเป็นราคาที่ลดแล้ว (ทำไมไม่ลดเลยแต่แรกฟะ ตอนไปซื้ออย่าลืมทวงนะ)
สรุป: ดูจากภาพรวมเรียงตามความแพง DTAC > AIS > TRUE ถ้าจ่ายเป็นเดือนๆ แล้วอยู่ไม่ครบโปร 24 เดือน DTAC ถือว่าแพงมาก


ค่าบริการโทรศัพท์ (โดยคิดตลอดทั้งโปรโมชั่นเป็นเวลา 24 เดือน)
จากกราฟคิดเฉพาะเดือนที่จ่ายเงิน ซึ่งแต่ละค่ายจะฟรีไม่เท่ากัน แต่จะสิ้นสุดที่ 24 เดือนเท่ากัน แล้วตีเป็นจำนวนเงินออกมาเทียบกับจำนวนนาทีที่ได้รับทั้งหมด 24 เดือน
  • ในตำแหน่งเส้นตั้งเดียวกัน เส้นที่อยู่บนสุด จะมีอัตราค่าโทรที่ถูกสุด
  • ถ้าอยากรู้ว่าอัตราบาท/นาที อันไหนถูกสุด ดูได้จากความชันจากจุด 0,0 เช่น จุดแรกของ TRUE ความชันจากจุด 0,0 น้อยมากแปลว่าแพงสุดถ้าเทียบกับจุดแรกของ AIS, DTAC
  • AIS Package S ได้นาทีโทรถูกสุด ตกนาทีละ 1.05฿
  • DTAC Package L จ่ายแพงกว่า TRUE แถมได้นาทีน้อยกว่ามาก (ความชันมีค่าเป็น- และชันลงมากด้วย)
  • TRUE Package M ตกนาทีละ 1.17฿ คุ้มสุด
** เนื่องจาก TRUE มีดอกจันทร์ไว้ว่ามีส่วนลดรายเดือนของแต่ละ Package เป็นเวลา 18 เดือน ในกราฟจึงเป็นราคารวมทั้ง Package ที่ลดแล้ว
สรุป: เนื่องจาก AIS มีจำนวนเดือนฟรีที่น้อยสุด (4เดือน) ทำให้ภาพรวมตลอดโปรฯแพงสุด ที่ Package M,L TRUE ก็ยังคงถูกสุดอยู่ดี


ค่าอินเตอร์เนท
ที่ Package: Unlimited กราฟคิดเฉพาะความเร็ว 3G ที่ใช้ได้ ก่อนถูกลดความเร็ว (FUP: Fair Usage Policy)
  • ในตำแหน่งเส้นตั้งเดียวกัน เส้นที่อยู่บนสุด จะมีอัตราค่าอินเตอร์เนทที่ถูกสุด
  • ถ้าอยากรู้ว่าอัตราอินเตอร์เนท อันไหนถูกสุด ดูได้จากความชันจากจุด 0,0 เช่น จุดแรกของ DTAC ความชันจากจุด 0,0 น้อยมากแปลว่าแพงสุดถ้าเทียบกับจุดแรกของ AIS, DTAC
  • AIS Unlimited ที่ Package M แต่
  • DTAC Package S เนทแพงมากๆ
  • TRUE สุดยอดมาก ได้ Unlimited ตั้งแต่ Package M 3GB อีกตะหาก เทียบแล้วคุ้มกว่าซื้อเนท Unlimited เปล่าๆ (650฿) อีก
* เนื่องจาก TRUE มีดอกจันทร์ไว้ว่ามีส่วนลดรายเดือนของแต่ละ Package เป็นเวลา 18 เดือน ในกราฟจึงเป็นราคาที่ลดแล้ว
สรุป: เนท DTAC กั๊กมากๆ ขนาด Unlimited ยังกั๊ก FUP 1GB อีกตะหาก, TRUE ชนะเลิศ นี่ยังไม่รวม TRUE Wi-Fi ที่แถมมาให้ด้วย ซึ่งมีเครือข่ายเยอะที่สุดในตอนนี้


สรุปภาพรวม:

AIS มาแบบกลางๆ เนิบๆ ด้วยเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศกว่าเจ้าอื่นๆ อินเตอร์เนทให้มาแบบปานกลาง เหมาะสำหรับคนใช้เยอะ ทั้งโทรศัพท์และเนท, Package L ดูท่าจะคุ้มกว่าเจ้าอื่นๆ เพราะถ้าโทรเยอะจริงๆจนเกิน Package AIS จะถูกที่สุด (ไม่ได้ทำเป็นกราฟ แต่ลองคิดราคาโทรเกินดูกันเองนะ)
DTAC แพงมาก ทุกอย่าง ทั้งอัตราค่าโทรศัพท์คิดเป็นนาทีที่แพงกว่าชาวบ้านและอินเตอร์เนทที่ให้มาแบบกั๊กสุดๆ จากกราฟส่วนมากจะอยู่ใต้ค่ายที่เหลือทั้งนั้น (UPDATE: DTAC ออก Package เสริม Smart DEEZER ออกมากู้สถานการณ์ แต่เนื่องจากเงื่อนไขแปลกกว่าชาวบ้าน เลยขอละไว้นะครับ ดูรายละเอียดได้ที่นี่)
TRUE น่าจะถูกที่สุดและเหมาะกับคนกรุงเพราะเครือข่ายที่ครอบคลุมในกทม.(รึป่าว), อินเตอร์เนทที่ให้เต็มๆ และที่สำคัญถูกที่สุด 


ที่เหลือคือเรื่องคุณภาพสัญญาณก็เป็นอีกเรื่องนึง ก็ตัดสินใจกันเอาเองนะครับ


ข้อมูลทั้งหมดอ้างอิงจาก: (วันที่ 3 พฤศจิกายน 2555)

(UPDATE: DTAC ออก Package เสริม Smart DEEZER ออกมากู้สถานการณ์ แต่เนื่องจากเงื่อนไขแปลกกว่าชาวบ้าน เลยขอละไว้นะครับ ดูรายละเอียดได้ที่นี่)

วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2555

YouTube (iOS6 App) vs. YouTube (Web Mobile Version) vs. YouTube (iOS Built-in App)

เนื่องจากใน iOS6 ทาง Apple ได้เอา YouTube ที่มีมาพร้อมกับ iOS ออก และทาง Google ก็ได้ออกตัวแอพ Youtube ออกมาเอง ซึ่งตัวที่ทาง Google ออกมานั้นก็มีลูกเล่นที่ดีกว่าและดูเหมือนจะดีกว่าในทุกๆ ด้าน

แต่มันดีกว่าจริงหรือ?...

ทั่วไปแล้ว เราสามารถเข้า YouTube จากใน iOS ได้ 3 ทางมาตราฐาน(รวมของเก่า) คือ
  1. YouTube (iOS6 App): เข้าผ่าน แอพ YouTube ของ Google ที่สามารถโหลดมาลงได้จากใน AppStore
  2. YouTube (Mobile Version): เข้าผ่าน Safari โดยไปที่ www.youtube.com แล้วมันจะส่งต่อไปที่ m.youtube.com เป็นเวอร์ชั่นสำหรับมือถือ (Mobile Version)
  3. YouTube (iOS Built-in App): ในที่นี้จะเทียบกับ YouTube ตัวเก่าด้วย เนื่องจากมีบางอย่างที่ของเก่าทำได้ แต่ของใหม่ทำไม่ได้ (ซะงั้น)
ถ้าเป็นผู้ใช้งานทั่วไปคงไม่รู้สึกต่างอะไร แต่อย่างผมในฐานะ Advance User บอกได้เลยว่า "ยังไม่ดีเท่าที่ควร" เพราะทั้งสองแอพ ดันมีบางอย่างที่อันนึงทำได้ แต่อีกอันดันทำไม่ได้?? ทั้งๆ ที่ผู้พัฒนาเป็นเจ้าเดียวกัน

สิ่งที่น่าผิดหวังใน YouTube (iOS6 App)

AirPlay หายไป!
สิ่งที่น่าตำหนิที่สุดของ YouTube (iOS6 App) คือ มันไม่สามารถ AirPlay ปกติได้ ต้อง AirPlay Mirror เท่านั้น!!! ซึ่งทั้งๆ ที่สามารถทำได้ในYouTube (iOS Built-in App)
สังเกตที่ไอคอน AirPlay สีฟ้าขวาล่าง พอเปิดปุ๊ป มีข้อความเตือนปั๊ป
คนใช้งานทั่วไปในไทยคงไม่ได้ใช้ AirPlay กันซักเท่าไหร่ เนื่องจากในไทยยังไม่มีขาย Apple TV แต่ที่ต่างประเทศ ปัญหานี้ Apple โดนด่าหนักมาก เพราะทำให้ไม่สามารถเปิด YouTube ขึ้น TV ผ่าน Apple TV ได้ดีเหมือนตอนเป็น YouTube (iOS Built-in App) เนื่องจาก AirPlay Mirror ไม่สามารถแสดงผลบน TV แบบ Full Screen ได้...
มันน่าตบกะโหลกมะ
ซ้ำร้าย ถ้าคนใช้ iPhone 3GS/ 4, iPad 1 จะไม่มีคำสั่ง AirPlay Mirror ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถเปิด YouTube บน Apple TV ได้เลย ต้องเปิดผ่าน YouTube (iOS Built-in App) เท่านั้น... อนาถ
วิธีแก้คือ ใช้ YouTube (Mobile Version) เปิดปกติ จะมี AirPlay มาให้เหมือนเดิม

คุณภาพวีดีโอผ่าน 3G vs Wi-Fi
อันนี้เป็นข้อที่ติดใจมาตั้งแต่ YouTube (iOS Built-in App) ละ 
ถ้าใครใช้ YouTube ดูผ่าน 3G บ่อยๆ เหมือนผม จะเห็นเลยว่าถ้าดูคลิปเดียวกันผ่าน 3G แล้วคุณภาพวีดีโอจะถูกลดลงมาเหลือ 240p-320p โดยอัตโนมัติ แต่ถ้าดูผ่าน Wi-Fi จะเป็น 720p-1080p ถ้าคลิปวีดีโอนั้นสามารถอ่ะนะ ไม่สามารถเลือกคุณภาพวีดีโอได้ 
คลิ๊กขวาที่รูป เลือก Open link in new tab แล้วลองดูแบบไม่ย่อ จะเห็นชัดเลยว่าต่างกันมาก
ต่างจาก YouTube (Mobile Version) ที่สามารถเลือกเปิด/ปิด HQ (High-Quality)ได้


แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีเลย
YouTube Account Management
YouTube (iOS6 App) มีลูกเล่นที่ดีกว่า YouTube (iOS Built-in App) เยอะมาก เพราะสามารถเชื่อมต่อบัญชี YouTube ได้อย่างสมบูรณ์แบบกว่าเดิมมาก, สามารถจัดการฟีด / วีดีโอของเราได้เหมือนบนเวป, ประวัติการเปิดดูเป็นอันเดียวกับบนเว็ป(อันนี้ผมชอบมาก)

แต่อันนี้ผมมั่นใจเลย คนไทยส่วนมาก 70% เปิด YouTube โดยไม่มี Account เป็นของตัวเอง หรือถ้ามี ก็ไม่เคยรู้เลยว่ามันมีแล้วดียังไง

"CC" คืออะไร??
สังเกตปุ่ม CC สีฟ้าด้านล่าง เมื่อเปิด จะมีคำบรรยายแสดงขึ้นมาด้านล่าง (มองเห็นมะ)
นอกจากนี้ยังมี Feature เด็ดๆ ที่มีน่าเชื่อว่าจะมีบนมือถือ คือ "CC" หรือการเปิดซับไตเติ้ลนั่นเอง
อันนี้ทีเด็ดเลย ชอบมากกกกก

สรุป...
ทำไมมันต้องทำอะไรขาดๆ เกินๆ ด้วยก็ไม่รู้ 
  • ถ้าใช้งานแบบนอนดู YouTube อยู่บ้าน มีเนท Wi-Fi บ้าน เร็วๆแรงๆ ใส่หูฟัง beat ผมจะเปิด YouTube (iOS6 App) ครับ มันสบายสุดยอดจริงๆ
  • ถ้าต้องออกมานอกบ้าน เดินทาง BTS / MRT, อยู่ตามห้าง, รอเพื่อน ผมคงเลือกใช้ YouTube (Mobile Version) แล้วเปิด HQ ครับ
จะทำอะไร มันก็ต้องให้ SmartChic ตาม LifeStyle นะคร้าบบบบ

Credit: ยืมคลิปเปรียบเทียบมาจาก

วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2555

iOS 6 Reviews (FULL): สไตล์ใช้งานจริง

iOS 6 Reviews, มีอะไรใหม่, อะไรเพิ่ม, มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ?
อ่านรีวิวแบบผ่านๆ และรีวิวของทาง Apple เองแล้วไม่ค่อยถูกใจ เลยขอทำเองซะเลย เป็นแบบฉบับของผมเอง เอาตามที่ใช้งานทุกวันนะครับ จะพยายามลิสเป็นหัวข้อๆ จะได้ไม่งง เผื่อใครกำลังตัดสินใจอยู่ว่าจะอัพดีมั้ย หรือไม่รู้ว่าอัพมาแล้วมันทำอะไรเพิ่มได้บ้าง ลองมาอ่านดูครับ 

  Thai Keyboard 4 Rows   

โดยส่วนตัวแล้ว ไม่ชินอย่างแรง เคยใช้ตอนเจลเบรคแล้วแต่ก็ยังคงไม่ชินอยู่ดี รู้สึกความเร็วในการพิมพ์ลดลง 80% (ใครเคยเห็นผมพิมพ์ใน iOS จะรู้ว่าเร็วมาก)

 Facebook/Twitter Integration  

- Notification Center ลองดูแล้วรู้สึกง่ายขึ้นจริงๆ ด้วยทั้ง Facebook และ Twitter โดยเฉพาะใน Facebook สามารถเลือกได้ด้วยว่าจะให้ใครเห็นบ้าง แต่ทั้งสองอันยังไม่สามารถใช้ทั้ง Tag(@), Hush Tag(#) ได้
ส่วนอีกอัน Share Facebook ได้เลย อันนี้ลองแล้ว ก็ดีนะ สามารถเพิ่ม Location ได้ตามฐานข้อมูลของ Facebook แต่มันติดตรงที่บังคับให้อัพผ่านอัลบั้มชื่อ iOS Photos อย่างเดียวนี่สิ

- Calendar (Facebook) มีวันเกิดแจ้งเตือนตามใน Facebook ด้วย ทำให้ซ้ำกับวันเกิดที่บันทึกใน Caontacts คงต้องหาวิธีแก้เอาเอง แปลว่าถ้ามีใน Contacts แล้วไม่ควรเอามาลงใน Facebook อีก แล้วมันจะมีฟังค์ชั่นเอาวันเกิดใน Facebook มาลง Contacts ทำไมวะ 

 Passbook  

อันนี้เนื่องจากใหม่จัด ในไทยยังไม่มีให้ใช้เลยยังไม่ได้ทดสอบ เลยยังไม่รู้เลยว่าไอ้ที่บอกว่า Passbook น่าจะเป็นคำตอบกว่า NFC เนี่ย มันเป็นยังไง แต่หลังจากดูในตัวแอพแล้ว มี App Store เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย? น่าจะใช้ทำอะไรเสียตังรึป่าว? 

 Phone 

มีการปรับเปลี่ยนหน้าจอการกดปุ่มโทร แต่ก็ไม่มีประเด็นอะไร มีเพิ่มนิดหน่อยคือ ปุ่ม Voice Mail พอเผลอกดไปโดนมันจะมีข้อความประมาณว่า "ใช้บริการฝากข้อความเสียงโทร...." แทน ค่อยดีขึ้นมาหน่อย
- Incoming Call เวลาโทรมาจะมีไอคอนรูปด้านขวาล่าง พอเลื่อนขึ้นก็จะมีออฟชั่นให้เลือก ถ้าปรับเป็นเตือนให้โทรกลับ iOS จะให้บันทึกลงใน Reminder
- Do not Disturb ต้องเปิดใช้งานก่อนใน "การตั้งค่า" แล้วจะมีรูปพระจันทร์ขึ้นที่สเตตัสด้านบน พอเปิดแล้วจะไม่สามารถโทรเข้าได้

 Safari 

- Full Screen ตอนแรกนึกว่าจะใช้ได้ 100% ดันใช้ได้แค่ใน Landscape Mode แต่โดยรวมก็ OK

- iCloud Tab ชอบอันนี้มาก คือสามารถลิ้งค์ระหว่างอุปกรณ์ Apple ทั้งหมด ดูว่าตอนนี้ เปิดหน้าเวปอะไรอยู่บ้าง และสามารถดูประวัติการเปิดเวปจากอุปกรณ์อื่นๆ ที่ลิ้งค์กับ Apple ID นี้ได้ (บางคนอาจจะไม่ชอบ เหอๆๆ) จากรูป ทางซ้ายคือ ถ้าไปเปิดใน Safari (Mac) จะเห็นว่าบน iOS เปิดอะไรอยู่(ทางขวา)

- Reading List ฟังค์ชั่นนี้คนส่วนมากคงไม่ค่อยได้ใช้กัน มันคือเซฟหน้าเวปเก็บไว้อ่านตอนหลัง ใน iOS 6 สามารถเปิดอ่านได้แม้จะไม่ได้เปิดอินเตอร์เนท ในรูปคือลองเปิด Airplane Mode แล้วเปิด Reading List จะเห็นว่ามันสามารถเปิดได้

 Mail 

- VIP ชอบอันนี้เหมือนกันนะ เป็นการ Filter รายชื่อคนที่ต้องการให้เห็นเมล์ชัดๆ ออกมา คนที่ไม่ค่อยใช้เมล์ก็ผ่านๆ ไปเหอะข้อนี้
- Add Photo หมดปัญหากับการเพิ่มรูปในเมล์เพราะตอนนี้สามารถเพิ่มเองทีหลังได้แล้ว นอกจากนี้ยังด้วยวิธีนี้ สามารถเพิ่มรูปได้มากกว่า 5 รูป/ครั้งแล้วด้วย 

 Music 

ปรับหน้าจอ Interface ใหม่เล็กน้อย ที่เห็นชัดเจนเลยคือ ถ้าใช้ iTunes Match จะไม่มีไอคอนเมฆที่ด้านหลังเพลงที่ยังไม่ได้โหลดแล้ว รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย เพราะเนทในไทยมันอ่อนมาก ถ้าไม่รู้ว่าเพลงไหนมันอยู่ในเครื่องมันจะดีเหรอออ ทั้งหมดรวมรัดให้มีปุ่มเมฆอยู่ด้านล่างอย่างเดียวเพื่อโหลดทั้งลิส

 Contacts  

- Import from Facebook ไปที่ การตั้งค่า > Mail รายชื่อ ปฏิทิน > นำเข้ารายชื่อซิม > Facebook (ถ้าไม่แน่ใจ แนะนำอย่าเพิ่งกด) อันนี้ไม่รู้จะเรียกว่า ดี รึป่าว เพราะพี่แกให้รายชื่อใน Facebook เข้ามาอยู่ใน Contact ได้ ทำให้คนที่เรามีชื่อทั้งในโทรศัพท์และใน Facebook ขึ้นทั้งสองอัน นอกจากนี้มันจะมีปัญหาเพราะพวกที่ชอบตั้งชื่อแปลกๆ หรือไม่ชอบให้เปิดเผยตัวนี่แหละ ทำให้รายชื่อมั่วไปหมด ยังดีที่สามารถปิดได้
- Link Contacts with Facebook ตอนนี้พยายามลองใช้แบบเปิด Facebook ด้วย ปรากฏว่าเหมือนกับตอนเปิด Exchange คือ สามารถเลือกให้มันรวมเป็นอันเดียวกันได้ และสามารถเลือกได้ว่าจะใช้ข้อมูลอันไหนเป็นข้อมูลหลัก ทั้งรูปและชื่อ ส่วนตัวแล้วแอบชอบนิดนึงตรงที่จะได้รวมข้อมูล Contacts เป็นอันเดียวได้ดีขึ้น แต่ที่ไม่ชอบคือต้องมานั่งรวมเองน่ะสิ T^T

 Maps 

- ทั่วไป ลองใช้ในไทยแล้ว ไม่ค่อยรู้สึกแตกต่าง Apple Maps มีรายละเอียดน้อยกว่า และในรูปดาวเทียมเหมือนจะเก่ากว่า แต่มีอยู่ข้อนึงที่รู้สึกดีกว่าใน Google Maps คือ ถ้าเราไปดูที่แผนที่ประเทศอื่น จะเห็นว่าใช้ชื่อเมืองเป็นภาษาไทย ผิดกับ Google ที่ใช้ภาษาประเทศนั้นๆ เคยมีปัญหาตอนจะไปประเทศเกาหลี เนื่องจากไม่สามารถหาชื่อเมืองได้ เพราะใน Google Maps ใช้ตัวหนังสือเกาหลี T^T พอลองใช้ไปเรื่อยๆ พบว่า แอพอื่นๆที่มีการเรียกเอา Maps มาเปิด ถูกเปลี่ยนให้เป็น Apple Maps เป็นค่าเริ่มต้นหมด


- 3ds Maps ที่โม้นักหนา ไม่สามารถใช้ในไทยได้ ในรูปคือ อนุสาวรีย์ และ สยาม นั่นเอง
เลยลองไปดูที่ NewYork ดูบ้าง ปรากฏว่าจัดเต็มมาก ในรูปคือ Madison Square ทั้งจากมุมไกล และลองซูมเข้าไปจนสุด ได้ตามรูป นับว่าใช้ได้ทีเดียว แต่คงอีกนานมาก กว่าในไทยจะมีบ้าง

- Navigator พอดีออกไปลองให้นำทางง่ายๆ ดู ปกติเคยเห็นแต่คนรีวิวอยู่กับที่ เลยเห็นข้อแปลกใจบางอย่าง เช่น ไม่มีเสียงบอกทางภาษาไทย ไม่สามารถหาเส้นทางใหม่อัตโนมัติได้ ถ้าใครคิดว่ามันใช้แทนพวก Navigator แท้ๆได้หล่ะก็ ขอบอกว่าแค่พอใช้ได้ แต่ถ้าจะเอาชัวร์คงต้องเพิ่ง TomTom, Garmins, Sygic กันต่อไป โดยรวมแล้วถือว่าดีเลยทีเดียว ถ้าเทียบกับแผนที่มาตราฐานของ Android และ Windows Phone

 Camera / Photo  

- Panorama อันนี้อยากลองมากกกกก สรุปแล้วถือว่าสอบผ่าน ใช้งานง่ายและดีกว่าแอพ Panorama หลายๆตัว ชอบที่สุดตรงภาพมันไม่ได้ถูกย่อส่วนเหมือนพวกแอพอื่น คืออันนี้มันจะเป็นการเอาภาพขนาดเริ่มต้นมาต่อกันเลย (ตามที่ Apple บอกสามารถใหญ่ได้มาสุด 28MB) จากภาพตัวอย่าง ถ้าไม่ได้มีการเคลื่อนไหวมาก ภาพก็ออกมาแทบจะไม่เพี้ยนเลยทีเดียว

- Shared Photo Stream อันนี้น่าสนุกเหมือนกัน คือ เราสามารถแชร์รูปผ่าน iCloud ได้ จะว่าไปมันก็เหมือนกับ Facebook น่ะแหละ 

 Siri  

Siri นี่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่ Apple นำเสนอมาก ลองมารีวิวว่ามีอะไรเพิ่มมั่ง
- Sports Match เริ่มมา ลองทำตามที่ Apple โฆษณาก่อนเลย ถามผลNBA!! ปรากฏว่าสอบผ่าน

- Place ต่อมาลองถามเรื่องหนัง ปรากฏว่าถามได้ แต่จะได้ผลหนังออกมาเป็นของต่างประเทศ เลยลองถามว่าดาราคนนี้เคยแสดงเรื่องอะไร ก็ตอบได้นะ เออออออ ว่าแล้วก็ลองถามสถานที่ ปรากฏว่าก็ยังหาไม่ได้อยู่ดี ทั้งโรงหนัง ร้านอาหาร แต่พอลองถามที่ๆ เราอยู่ ดันตอบได้แหะ แปลว่าการที่ Apple เปลี่ยนมาใช้ Maps ของตัวเอง ก็น่าจะเป็นเพราะ Siri ด้วยส่วนนึง

- Lunch 3rd Party Application แจ่มมากๆ สามารถเปิดได้ทุกแอพ แค่เปิดสิริแล้วพูดชื่อแอพเป็นภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Whatsapp, LINE หรือว่าเกมอะไรก็ได้ ถ้าอันไหนชื่อใกล้เคียงกันก็จะให้เลือกว่าจะเอาอันไหน เอ้อ แต่ถ้าแอพไหนชื่อภาษาไทยก็เปิดไม่ได้นะ

 Apple Store / iTunes Store  

ทั้งสองอันนี้มีการเปลี่ยน User Interface ใหม่หมด ออกแบบให้ใกล้เคียงกับใน iTunes บนคอมพิวเตอร์ ขึ้นไปอีก

 อื่นๆ  

- แอพพวกที่เรียกใช้รายชื่อใน Contacts เช่น Whatsapp, LINE ถ้าเราใช้งาน Facebook Integration จะมีรายชื่อใหม่ๆ โผล่มาเพียบเลย (บางอันซ้ำ) เนื่องจากมันเอาชื่อจากใน Facebook เข้ามาด้วย
- YouTube หลังจากโดนเอาออกไปพร้อมกับ Google Maps ก็ทำเป็นแอพของตัวเองออกมา โดยส่วนตัวคิดว่าในเวอร์ชั่นนี้ (15/09/2555) ยังทำออกมาได้ไม่ดีนัก เนื่องจากถ้าใช้เล่นกับ Apple TV แล้วใช้คำสั่ง AirPlay ยังทำได้ไม่ดีนัก เพราะต้องใช้การ Mirror ทำให้ภาพออกมาไม่สวยเหมือนตอนเป็นแอพ YouTube เก่า
- Guided Access อันนี้จะเป็นคำสั่งช่วยเพิ่มเติม เหมือนไอ้ปุ่มแทนปุ่ม Home บนหน้าจอน่ะแหละ แต่อันนี้ไว้ใช้ล็อคหน้าจอแทน ใครอยากลองเล่นก็ไปที่ การตั้งค่า > ทั่วไป > ผู้พิการ > การเข้าถึงการใช้ > On แล้วลองเล่นเองดูนะ 

รวมๆแล้ว ถือว่าทำได้ดีมากอีกครั้งหนึ่ง 
ถ้าคนที่ใช้ผ่านๆ จะรู้สึกแค่ "ดี" แต่ถ้าเป็นคนที่ใช้แบบเป็นไลฟ์สไตล์เลยจริงๆ ถือว่าตอบโจทย์มากๆ เพราะ Apple ได้เอาสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิตแบบ Cloud มารวมไว้และพัฒนาให้ดีขึ้น ซึ่งทุกอย่างสัมพันธ์กันแบบที่ไม่มี OS ไหนทำได้มาก่อน หรือกำลังพยายามจะทำแต่ยังห่างไกลนัก นี่เป็นอีกข้อแตกต่างของ iOS กับ Android, Windows Phone ที่ไม่ใช่ว่าพออัพเดต OS ทีก็ลอยแพเครื่องรุ่นเก่าที (ไม่สามารถอัพเกรด OS ได้)ตามที่เห็นอยู่บ่อยๆ เช่น Android 3 > 4 ไม่ได้ หรือ Windows Phone 7 > 8 ไม่ได้
ถ้าใครไม่ใช้ระบบพวกนี้แล้วบอกว่า "Apple แพง, ไม่คุ้ม" ผมว่ากลับไปใช้ Android หรือ Windows Phone จะได้ของที่ "คุ้ม และ ถูกใจกว่า" เพราะนี่คงไม่ใช่ทางของคุณครับ

อีกครั้งที่ Apple สอบผ่าน 9/10 


ปล.ถ้าใครมาอ่านแล้วชอบ comment ด้วยครับ
ปล.2 ถ้าจะ copy ไปวางที่อื่นไม่ว่านะครับ แต่รบกวนใส่ credit ที่มาให้ด้วย ขอบคุณครับ

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555

AMOLED vs Retina Display อันไหนดีกว่ากัน

มีเพื่อนหลายคนมาก ที่ชอบเอาจอ AMOLED (Samsung Galaxy S) มาเทียบกับจอ Retina Display (iPhone, iPad) วันนี้ว่างๆ เลยจะมาบอกว่ามันเทียบกันไม่ได้ เพราะมันคนละมาตราฐาน!...

ก่อนอื่น ต้องหาความหมายก่อนว่า AMOLED กับ Retina Display มันคืออะไร จะขอกล่าวแค่ส่วนที่เกี่ยวข้องในการเปรียบเทียบนะ ข้อมูลทางเทคนิคเชิงลึกไปหาอ่านกันเอาเอง

เป็นชื่อเรียกเทคโนโลยี เหมือนกับจอ CRT, LCD, LED คือพูดง่ายๆว่า มันเป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่วันดีคืนดีอาจจะมีตัวที่ชัดกว่ามาทดแทนได้ AMOLED จริงๆแล้วมันก็คือเทคโนโลยี LED น่ะแหละ แต่สามารถ Touch ได้ มีข้อดีคือสว่าง, สีสด และที่เอามาใช้ในมือถือเพราะมันบาง ส่วนความคมชัดก็ขึ้นอยู่กับแต่ละรุ่นที่เอาใช้ 
ยกตัวอย่าง Galaxy Tab 10.1 ที่มีความละเอียด 149ppi (pixels per inch ในทางการพิมพ์เรียกว่า dpi) จะชัดน้อยกว่า Galaxy SIII ที่มีความละเอียด 306ppi จะเห็นได้ว่าการบอกว่าเป็นจอ AMOLED ไม่ได้หมายความว่าจะชัดแต่อย่างไร

ชื่อนี้ Apple ตั้งให้เป็นมาตราฐานหนึ่งที่บอกว่า หน้าจอนี้มีความละเอียดมากกว่า 300ppi ซึ่งสูงกว่าตาเปล่าจะมองเห็นรอยเหลี่ยม (ในระยะอ่านหนังสือ 30cm) 
โดยทั่วไปแล้วระยะห่างกับจำนวน dot จะแปรผันกัน คือ ถ้าห่างมากก็ไม่จำเป็นต้อง ppi มากก็ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ จอทีวี HD ที่ชัดระดับ 720p 1080p ถ้านำมาคิด ppi แล้ว ไม่มีทางถึง 300ppi แน่ๆ เนื่องจากพื้นที่จอทีวีใหญ่มาก แต่ก็เป็นที่ยอมรับว่าชัดเกินตาจะมองเห็นเหลี่ยม เพราะระยะในการดูทีวีมันไกล
สรุปคำว่า Retina Display ไม่ได้หมายถึงเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้แต่เป็นมาตราฐานอย่างหนึ่งที่ทาง Apple กำหนดขึ้นมา เพื่อบอกว่าจออันนี้ชัดระดับตามองไม่เห็นขอบเหลี่ยมตะหาก แต่จะเป็นจอ LCD, LED หรือแม้แต่ AMOLED ก็ได้ แต่ Apple เลือกใช้จอแบบ IPS LCD บนอุปกรณ์

ถ้าจะสรุปเป็นตารางให้เข้าใจ น่าจะเป็นแบบนี้ ppi ยิ่งมาก ยิ่งชัด ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับระยะการดูด้วย แต่ในตารางน่าจะมีระยะดูใกล้ๆกันนะ ยกเว้น Tablet

แต่ตามเวปทางการฝั่งยุโรปบอกว่า ppi ของ AMOLED ไม่ควรมาวัดกับ ppi ของเทคโนโลยีอื่น เพราะเป็นการแทรกจุดที่สามแบบไม่เต็มจุด ต่างจากเทคโนโลยีอื่น ที่ใช้จุดบนจอทุกจุดเท่ากันหมด ไว้ว่างๆจะหารูปมาลงให้ดู
AMOLED จะเห็นว่าจุดไม่เท่ากัน
จุดของการแสดงผลของทั่วไป
น่าจะเคลียร์ระดับนึงนะสำหรับเรื่องความคมชัด ไม่ขอสรุปละกัน คิดเอาเองเด้อ ฮ่าๆ

reference:

วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2555

การใช้งาน Google Reader / RSS Feed บน iOS

เห็นหลายคนชอบถามว่า ทำไมถึงรู้ข่าวไอทีเร็วจัง ความลับของผมคือการใช้ RSS Feed บน Google Reader แล้วนำมาใช้อ่านบน iPhone ทำให้สามารถอ่านข่าวใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา RSS Feed มีมานานมากแล้ว แต่คนไทยไม่ค่อยรู้จัก/ใช้ไม่ค่อยเป็น และไม่พยายามเข้าใจ

RSS Feed คืออะไร?:
มันคือการสมัครรับข่าวสารจากเวปที่ให้บริการ ถ้านึกไม่ออก มันก็เหมือนกับ Notification ใน Facebook ของเราน่ะแหละ ที่เวลามีใครมาอะไรเรา มันจะขึ้นเตือน แต่ RSS Feed สามารถให้มันขึ้นเตือนจากเวปที่เราต้องการได้
วิธีการหาว่าเวปไหนสามารถส่ง RSS Feed ได้ ก็ง่ายๆ ถ้าเวปไหนมีเครื่องหมาย RSS พอกดไปก็ copy URL มาใส่ในตัว Reader ก็เรียบร้อย

ได้ RSS Feed มาแล้วใช้ยังไงต่อ?:
RSS Feed จะเป็นเหมือนแหล่งที่มาของข้อมูล เราจำเป็นต้องมีตัวอ่านไปจัดการมัน เรียกว่า RSS Reader เพื่อใช้จัดระเบียบ Feed ที่มาจากหลายแหล่งของเรา
โดยทั่วไป Internet Explorer, Fire Fox, Google Chrome, Safari จะมีตัว RSS Reader มาให้อยู่แล้ว หรือแม้แต่ใน Outlook ยังมีเลย แต่ในที่นี้ผมจะขอกล่าวถึง Google Reader เท่านั้น

ทำไมต้อง Google Reader?:
ที่ผมใช้ Google Reader เพราะผมชอบความสามารถในการจัดการ Feed ได้ดี เช่น ติดTag, ตั้งหัวข้อ Feed เพื่อง่ายในการอ่าน, สามารถ import/export Feed ไปที่อื่นได้ แต่ที่ผมชอบที่สุดคือ มันเป็น Web Application ทำให้ผมสามารถไปอ่านที่ไหน/เครื่องไหนก็ได้
ความสามารถในการ import/export และเป็น Web Application นี้เองที่ทำให้ Google Reader เป็นที่นิยม เพราะทำให้สามารถทำงานร่วมกับโปรแกรมอื่นๆ ได้ตลอดเวลา

แอพ Mobile RSS บน iOS:
ปกติแล้ว Google Reader ก็สามารถเปิดบนไอโฟน/ไอแพดได้อยู่แล้ว ทำไมต้องใช้แอพ Mobile RSS ด้วย?
เนื่องจาก Google Reader เป็นเวป ทำให้ต้องโหลดทุกครั้งที่เปิด Mobile RSS สามารถโหลด Feed มาเก็บไว้ก่อนได้ (ทั้งเนื้อหาและรูป) แล้ว Sync ข้อมูลทั้งหมดทั้งเนื้อหาใน Feed และ Feed ที่อ่านแล้วกับ Google Reader เมื่อต่ออินเตอร์เนท ทำให้เราไม่ต้องอ่าน Feed ที่อ่านแล้ว (แอพประเภทนี้ ส่วนมากมันดึงข้อมูลมาอย่างเดียว ไม่ส่งข้อมูลกลับ ทำให้อ่านในนี้ไปแล้ว บน Google Reader ยังไม่ถูกอ่าน ประมาณว่าให้อ่านในนี้อย่างเดียว)

การใช้งาน Mobile RSS:
ง่ายมาก แค่โหลดมาลงจากใน App Store มีทั้งแบบฟรีและเสียเงิน
พอเปิดครั้งแรก ก็เข้าจะให้ sign in Google Reader แล้วมันจะโหลด Feed ทั้งหมดมาลงให้ทันที สามารถจัดเรียงได้, จัดหมวดหมู่ได้ ส่วนตัว ผมชอบเข้าไปใน Setting แล้วเปิดให้มันโชว์ Badge เป็นตัวเลขข้อความที่ยังไม่ได้อ่าน ส่วนใครที่ไม่ค่อยต่อเนท ใน Setting มีให้เลือกให้โปรแกรมโหลดเนื้อหาทั้งหมดของ Feed มาเก็บไว้อ่านแบบ Offline ได้ด้วย สะดวกมากๆสำหรับติดตามข่าว

วิธีการใช้งานตามสไตล์ผม:
ปกติทุกวันตอนเช้าก่อนไปทำงาน ผมจะเปิด Mobile RSS ทิ้งไว้ให้มันโหลดเนื้อหาข่าวใหม่ๆ มาเก็บไว้ ระหว่างวันช่วงไหนว่างก็เอามาอ่าน หรือถ้าอยู่หน้าคอมก็อ่านจากใน Google Reader สะดวกมาก :D

ไว้ถ้าว่างจะมาลงวิธีใช้งาน Mobile RSS เพิ่มนะ